Nalinee's profileOº°‘¨¤÷(`[¤* PL@NT -  £...PhotosBlogListsMore Tools Help

Oº°‘¨¤÷(`[¤* PL@NT -  £ittle PrØject *¤]´)÷¤¨‘°ºO

碌 Ä LíttLË GïrL in  ßiG W¤rLÐ «¤ï

Nalinee Yamkayai

Location
Interests
Photo 1 of 15
แหล่งโค้ดดีๆ มีให้ก๊อป

 

Thanks for visiting!

Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
CHERPAYO .wrote:
ยาวดีแท้น่อเปสนี้ วันหลังต้องหาไรมาใส่ให้ยาวบ้างล่ะ...ได้เวลาจมกระทงชาวบ้านเเล้วมั้งนี่...555+เอิก
Nov. 25
CHERPAYO .wrote:
555+ แก่ขึ้นอีก ปี อิอิ เป็น ป้าแล้วนี่......อย่าแอ๊บเด็กล่ะ ฮ่า++
Oct. 2
Nui Lim limwrote:
เขียนเก่งนะค๊า พอไปชุบตัวมาอ่ะ น่าอิจฉาจัง รอลุ้นให้ได้งานเร็วๆนะ
 
Sept. 16
CHERPAYO .wrote:
... Only The Strongest Will Survive ...
Aug. 23
CHERPAYO .wrote:
สงสัยตกงาน มันจาเพี้ยนจัด เอิกๆ ใจเย็น...เดี๋ยวก็ดีเอง...มั้ง 
July 24
July 22

พยายามกี่ครั้งก็ตามแต่

 
ได้แค่เพียงบอก ได้แค่เพียงหลอก บอกตัวเอง ว่าฉันไม่เสียใจ
ทั้งที่ใจอยากร้องตะโกนบอก ถ้าเพียงเธอเข้าใจ

ไม่ค่อยกล้าหรอก แค่ใช้สายตาบอก บอกร่องรอยแตกร้าวของหัวใจ
พยายามกี่ครั้งก็ตามแต่ ฉันก็ได้แต่ผิดหวัง

แล้วมันก็คล้ายเรื่องเดิม อีกคนใส่ใจ อีกคนก็ไม่เห็นค่า
เรื่องมันคล้บคล้ายคลับคลา ว่าตัวฉัน ต้องเสียใจ

จริงหรือหลอก ทำไมไม่บอกกัน
ที่รัก ที่หยอก ที่เคยให้ต่อกัน
ความเฉยชาที่เธอให้มา เริ่มจะกดดัน ให้ฉันน้อยใจ

แม้ฉันลองบอก พยายามบอก บอกด้วยตาจนล้าทั้งหัวใจ
พยายามกี่ครั้งก็ตามแต่ ฉันก็ได้แต่ผิดหวัง

คิดหาทางออก ค้นหาทางแก้ แต่เหตุผลวกวนซะเหลือเกิน
พยายามกี่ครั้งก็ตามแต่ ฉันก็ได้แค่ผิดหวัง
 
 
ว่าไม๊...ว่าบางทีเพลงบางเพลง มันก็แทนความในใจที่อยากจะบอกได้เหมือนกัน
และตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกแบบเพลงนี้เลย
ไม่เคยคิดเลย ว่าคนๆนึง จะทำให้ฉันฟังเพลงนี้ แล้วเข้าใจความหมายของมันมากขึ้น
 
 
July 02

เหนื่อยแล้ว

เหนื่อยแล้ว เพราะเราไปกันไม่ไหวจริงจริง
เหนื่อยแล้ว ถึงวันที่เธอต้องทิ้งกันไป ให้จบเท่านี้
เหนื่อยแล้ว ที่เธอพูดมาก็เหมือนดูดี เธอบอกวันนี้
เหนื่อยแล้ว ฉันทนฟังเธอพูดพร่ำรำพัน แต่ใจมันแปลได้อย่างนี้..

ฉันมันธรรมดาแถมหน้าตาก็ห่วย
ฉันมันไม่ได้รวยยิ่งใหญ่เท่าฟ้า
ฉันมันเดินบนดินเธอจะบินมากกว่า
ฉันไม่มีเงินตรามาเอาอกเอาใจ
ฉันมันธรรมดาแถมหน้าตาก็ห่วย
ฉันมันเป็นตัวซวยมีแต่ปัญหา
ฉันมันคนเพียงพอ เธอไม่พอมากกว่า
ฉันไม่มีปัญญา เธอเบื่อ ไม่ทนแล้ว

เหนื่อยแล้ว เพราะเราไม่เคยจะเห็นตรงกัน
เหนื่อยแล้ว ถึงเธอจะมีแต่ฉันในใจ ไม่อยากไปไหน
เหนื่อยแล้ว ที่ทำเพื่อเธอก็ซึ้งในใจ แต่อยู่ไม่ไหว
เหนื่อยแล้ว ฟังคำดีดีเป็นร้อยเป็นพัน แต่แปลรวมกันได้อย่างนี้..

บอกฉัน ชัดชัด ก็พอแล้ว บอกฉัน ชัดชัด ให้ซึ้งใจ
 


 

April 02

คำสารภาพผิด...กับตัวเอง

นึกอยู่นานทีเดียวก่อนที่จะเขียน blog นี้ คิดอยู่นานแล้วหล่ะ อยากเขียนน่ะ แต่ไม่รู้จะเขียนยังไงให้ตรงกับความรู้สึกตัวเองจริงๆดี
 
คำถามนึง...ที่ฉันอยากถามคนที่หลงเข้ามาอ่านซะแล้ว หากวันนึง คุณรู้ว่า คุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะตายได้ง่ายกว่าคนอื่นๆ คุณจะทำยังไง
 
นั่นซิน่ะ จะทำอะไรกับชีวิตที่เหลือดีหล่ะ เอ...เมื่อก่อนหมอดูเคยดูว่าเราจะอายุยืนนี่หว่า ติ่งหูเราก็ออกจะย๊าว ยาว ไม่จริงมั้ง แต่เราเถียงกันไม่ได้ใช่มั้ย ว่าคนเราซักวันก็ต้องตาย ไม่ว่าช้าหรือเร็ว แต่ในกรณีที่อยู่ๆ คุณได้รับรู้ว่า คูณอาจตายได้ทุกเมื่อ จะทำยังไง
 
วันนึง หมอที่รักษาอาการไมเกรนของฉัน วินิจฉัยว่าฉัน มีโอกาสสมองตายสูงกว่าคนอื่นๆ อาการของสมองตาย ทางการแพทย์คือตายไปแล้วแม้ว่าร่างกายยังคงสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยระบบประสาทอัตโนมัติก็ตาม พูดง่ายๆ ก็เหมือนผักนั่นแหล่ะ แล้วทุกอย่างที่ทำให้ฉันเป็นแบบนี้ เกิดจากที่ฉันทำร้ายตัวเองและไม่เคยรักตัวเองเลย
 
ฉันเป็นไมเกรนตั้งแต่เด็กๆแล้ว อาจจะเกิดจากกรรมพันธุ์ เพราะทั้งพ่อและแม่เป็นทั้งคู่ แต่อาการมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีหลังนี่เอง มันเริ่มทำให้ฉันใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการปวดที่ทรมานแบบบ้าคลั่ง โดยคิดว่าร่างกายจะรับไหว เพราะว่าฉันยังอายุน้อยอยู่เลย อย่างมากก็ตับกะไตพัง แต่คงอีกนานน่า แค่ผ่านช่วงนี้ไป เมื่ออะไรๆมันดีขึ้น ฉันก็คงเลิกใช้ยาพวกนี้ได้เอง แต่สุดท้ายมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย ฉันเริ่มใช้แต่ยา แทนที่จะพึ่งตนเอง จนสุดท้าย ฉันมีอาการแพ้ยารักษาไมเกรน หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อของ Cafegot นั่นก็เลยทำให้ฉันตัดสินใจเข้ารับการรักษาอย่างจริงจัง ในครั้งแรก หมอให้ยาที่เป็นตัวกินป้องกัน แต่ไม่ได้ผล จนหมอต้องเพิ่มยา และฉันถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคเครียด สรุปแล้ว ยาที่ฉันกินทุกวัน ก็คือ ยาประเภทระงับประสาท ยาต้านเศร้า ยาคลายเครียด และยานอนหลับ
 
ปัจจัยของการปวดหัวไมเกรน มีหลายอย่าง ไม่ว่าร้อนมากไป หนาวมากไป ใกล้ถึงวันนั้นของเดือน หิว กินอาหารบางประเภทมากไป แต่สำหรับฉันแล้ว อาการไมเกรนเกิดจากอาการเครียดของฉันเอง เครียดจนแทบบ้า เสร็จแล้วก็พึ่งยา โดยที่ฉันไม่เคยคิดจะพึ่งตัวเองเลยซักครั้ง จนมาถึงวันนึง ที่อาการต่างๆของฉันมันดูเลวร้ายลงมากกว่าจะดีขึ้น ฉันเริ่มขาดยาไม่ได้ แต่ขณะเดียวกัน ทุกครั้งที่ฉันปวดไมเกรน ฉันต้องกินยาเป็นกำมือ ปริมาณยาที่ฉันใช้ในการบรรเทาอาการปวดในแต่ละครั้งกลับเพิ่มขึ้น และแน่นอน อาการแพ้ของฉันก็มากขึ้น จนร่างกายรับไม่ไหว และก็เป็นที่มาที่ฉันตัดสินใจไปพบแพทย์อีกครั้ง แทนที่จะไปซื้อยาเพื่อต่อยาเหมือนทุกๆเดือน (ฉันต้องกินยาเป็นประจำทุกวัน เพื่อเป็นการป้องกันอาการไมเกรน และทำให้ฉันไม่เครียดจนเกินไปจนทำให้เกิดอาการปวดขึ้นมาอีก)
 
อุตส่าห์อ่านกันมาถึงตรงนี้ สงสัยใช่ไม๊ ว่าเกี่ยวอะไรกับอัตราเสี่ยงของการสมองตาย งั้นเราคงต้องคุยเรื่องการแพทย์กันหน่อย อาจน่าเบื่อที่ blog นี้ทำไมมันยาวจังว่ะ แต่หลายๆอย่างฉันอยากบอกคนทุกคนได้อ่านไว้เป็นความรู้เอาไว้
 
การปวดไมเกรน เกิดจากเส้นเลือดในสมองขยายตัวอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ยาแก้ปวดไมเกรน ต้องมีฤทธิ์ที่ทำให้เส้นเลือดหดตัว หากกินในปริมาณที่เภสัชกรแนะนำ ก็จะไม่มีผลอะไรมาก ปริมาณที่เหมาะสมคือ อย่าเกินวันละ 3 เม็ด/วัน หรือ 10 เม็ด/อาทิตย์ แน่นอน ก่อนที่จะทำการรักษา ฉันกินเกินปริมาณนี้อยู่แล้ว ด้วยอารมณ์หยื่งผยองว่าร่างการยังหนุ่มแน่น เรื่อง effect ของยามันเป็นเรื่องของคนวันกลางเกือบปลายคน และความไม่เคยรักตัวเอง ฉันไม่ได้กินแค่ Cafegot อย่างเดียว ฉันกินยาอื่นร่วมด้วย อย่างพวกยาแก้ปวดอย่างแรง (หรือบางทีก็แทนที่ด้วยพาราซัก 2-3 เม็ด) ยาแก้เวียนหัว ยาคลายกล้ามเนื้อ บราๆๆๆๆ ทั้งๆที่ก็รู้ว่าทุกอย่างมันคือสารเคมีที่สามารถทำลายร่างกายตัวเองทั้งนั้นเลย แล้ววันหนึ่ง ฉันก็พบว่า ทุกครั้งที่ฉันกินยาแก้ปวดไมเกรน หรือ Cafegot ฉันจะมีอาการเวียนหัว คลื่นไส้ บ้านหมุน จนแทบทำอะไรไม่ได้ มือเท้าชา ฝ่ามือเขียว ใจสั่น เจ็บหน้าอก ประสาทแข็ง นอนไม่หลับ เหงื่อมือออกเยอะผิดปกติ จนฉันรู้สึกผะอืดผะอมทุกครั้งที่ต้องกลืนยาเกือบ 10 เม็ดตอนที่ฉันปวดไมเกรน
 
มันตลกมาก ที่วันที่ฉันไปหาหมอ คำถามที่ฉันไปถามหมอวันนั้นคือ "หมอค่ะ มียาอะไรก็ได้ที่รักษาไมเกรนนอกจากตัวนี้ไม๊ค่ะ หรือว่ามียาอะไรก็ได้ที่กินควบไปกับยาแก้ปวดไมเกรนแล้วไม่ทำให้หนูต้องเป็นแบบนี้ เพราะหนูทำอะไรไม่ได้เลย ตอนที่ Cafegot มันออกฤทธิ์ ไม่กินก็ไม่ได้ เพราะมันปวดเหลือเกิน"....ฉันจะพึ่งยาอีกแล้ว
 
สุดท้าย หมอก็พลิกประวัติดูประวัติเก่าของฉัน และวินัจฉัยตามอาการที่ฉันเล่าทั้งหมด ปรากฎว่าฉันเป็นความดันต่ำ จริงๆก็รู้ตัวแหล่ะ ความดันตัวบน วัดไม่เคยถึง 100 เลย แต่มันเป็นเพราะฉันไม่ใส่ใจตัวเอง หมอบอกว่า ในเมื่อคุณมีความดันที่ต่ำกว่าคนปกติอยู่แล้ว การที่หลอดเลือดตีบลงเพราะฤทธิ์ยา มันก็จะทำให้หัวใจต้องทำงานมากขึ้น ทำให้หัวใจเต้นเร็ว หรือใจสั่น แต่เนื่องด้วยความดันที่ต่ำมาก ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงปลายมือและเท้ารวมทั้งสมองได้พอ จึงทำให้เกิดอาการมือเท้าชา และอาการวิงเวียนศรีษะ ส่วนอาการมือเขียว เกิดจากที่หลอดเลือดมันตีบนั่นแหละ คำถามที่ฉันถามหมอต่อคิอ "มียาอะไรที่ปรับให้ระดับความดันสูงขึ้นไม๊ค่ะ"....เป็นอีกครั้งของวันนี้ที่ฉันจะพิ่งยาอีกแล้ว แน่นอน ไม่มียาที่ไหนรักษาอาการความดันต่ำ เพราะความดันต่ำ เค้าไม่ถือว่าเป็นโรคเหมือนความดันสูง การรักษาความดันต่ำคือการต้องปรับสภาพร่างกายตัวเอง คือเรื่องอาหารการกินและออกกำลังกายนั่นแหล่ะ
 
พล่ามมาตั้งนาน มันเกี่ยวอะไรกับสมองตายเนี่ยะ???
 
คำตอบง่ายๆ วันใดที่ร่างกายฉันรับไม่ไหว หัวใจไม่สามารถปั๊มเลือดไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอ สมองก็จะตาย ดังนั้น ทุกครั้งที่ฉันกินยาแก้ปวดไมเกรน คือ การเพิ่มอัตราเร่งของการเดินทางสู่ความตายของฉันเอง
 
นี่เป็นบทเรียนราคาแพงอีกบทเรียนนึง ที่ฉันได้รับ บทเรียนที่อาจจะต้องแลกกับชีวิตฉันเอง มันคือบทเรียนของการรักตัวเองและพึ่งตัวเอง
 
คำสอนของพุทธศาสนา ซึ่งเราได้ยินกันบ่อยๆ "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" ความจริงสองพันกว่าปีที่ไม่อาจลบล้างได้ ตั้งแต่เกิดมา ฉันไม่เคยคิดจะพึ่งตัวเองเลย ฉันไม่เคยสนใจตัวเองเลยซักครั้ง ทุกอย่างที่ผลักดันให้ฉันอยู่ได้ คือปัจจัยภายนอกเท่านั้น ฉันมัวแต่ที่จะสนใจวัตถุภายนอก มัวที่แต่จะเอาความสุขของตัวเองไปผูกกันคนอื่น ไปผูกกับการเอาชนะ ไปผูกกับความเคียดแค้น หรือแม้แต่เอาคนอื่นมาเป็นศูนย์กลางของชีวิตตัวเอง และสุดท้าย ฉันก็มาพึ่งยาซึ่งเหมือนอาวุธที่ทำให้ฉันเข้าใกล้ความตายทุกวัน ฉันไม่เคยรักตัวเองเลย เฝ้าแต่ย้ำคิดเรื่องที่ทำร้ายแต่ตัวเอง เฝ้าโทษชะตากรรมที่ไม่เคยมอบความยุติธรรมให้ฉันเลย จนถึงขั้นเกลียดที่ฉันเป้นตัวฉันเอง ฉันมันไม่น่าเกิดมาเลย
 
วันนึง ที่คนๆนึง ที่เคยคิดฆ่าตัวตาย คนที่เคยกรีดแขนตัวเองจนเหวอะ รู้ว่าตัวเองอาจตายได้ทุกเมื่อ จริงๆน่าจะดีใจใช่มั้ย ในที่สุด ฉันก็สามารถทำลายตัวฉันเองที่ฉันเกลียดนักหนาสำเร็จแล้ว ทุกอย่างอาจจะจบสิ้นในไม่ช้านี้ แต่มันทำให้ฉันรู้สึกว่างเปล่า แล้วเฝ้าถามตัวเองว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาในชีวิต ฉันได้ทำร้ายตัวฉันเองไปได้มากมายขนาดนี้เชียวเหรอ ฉันทำร้ายตัวเองไม่พอ ฉันยังทำร้ายคนที่รักฉันด้วย ทุกครั้งที่ฉันเครียด ฉันไม่ได้ทำร้ายตัวเองแค่คนเดียว แต่ทำร้ายคนรอบข้างด้วยการแผ่อาการเครียดให้คนอื่นรู้สึกไม่สบายใจ คงพอนึกออกใช่มั้ย เวลาเราอยู่ใกล้คนที่เครียด เศร้า หรือหงุดหงิดง่ายมันเป็นยังไง นอกจากฉันไม่รักตัวเองแล้ว ฉันยังไม่เคยสนใจความรู้สึกคนรอบข้างด้วย
 
แล้วฉันก็เริ่มเสียใจกับการกระทำของตัวเอง จนแทบอยากจะเกลียดตัวเองอีกครั้ง แต่ที่ฉันเป็นแบบนี้ มันเกิดจากการที่ฉันไม่เคยรักตัวเองต่างหาก ฉันเคยคิดว่าทำไมไม่มีใครรักฉันเลย ตอนนี้ฉันคิดว่าคำตอบมันอยู่ที่ตัวฉันเอง ถ้าหากฉันลองกลับมาสนใจตัวเอง ก็จะพบว่าแม้แต่ตัวเองยังไม่อยากรักตัวเอง แล้วใครจะทนคนๆนี้ไหวหล่ะ คนที่รักฉันก็จะหายไปทีละคน เพราะความเกรี้ยวกราดของฉันเอง...สำเร็จแล้วซิน่ะ ภารกิจทำร้ายตัวเองให้สาสม
 
วันนี้ฉันเสียใจ เสียใจที่ทำกับตัวเองไว้เยอะเหลือเกิน ทำไมฉันถึงไปมองวัตถุภายนอก คนๆอื่นที่ไม่ใช่ตัวฉันได้มากกว่าตัวฉันเอง
 
กับเวลาที่เหลืออยู่ ฉันอยากจะรักตัวเอง และเผื่อแผ่ความรักไปให้คนอื่นๆด้วย ฉันอยากตอบแทนความรัก ความห่วงใยของคนอื่นที่มีต่อฉันบ้าง ฉันอาจยังทำไม่ได้ดีพอ แต่ฉันจะพยายาม สำหรับวัตถุภายนอกมันคงไม่สำคัญสำหรับฉันแล้ว เพราะวันนี้ฉันพบแล้วว่าสุดท้ายคนเราก็แค่ตาย สำหรับคนที่ฉันเกลียด ฉันจะพยายามให้อภัยพวกเค้า และจะรักพวกเค้าให้มาก เพราะอย่างน้อย พวกเค้าก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ฉันได้รักตัวเองในวันนี้ แม้ตอนนี้ฉันอาจจะยังทำทุกอย่างได้ไม่ 100% แต่ซักวัน ฉันจะทำให้ได้
 
ถึงแม้มีหลายอย่างที่ฉันอยากจะทำ อยากจะบอกกับคนทุกคนที่มีบทบาทสำคัญในชีวิตฉัน แต่ด้วยปัจจัยแวดล้อมหลายๆอย่าง มันทำให้ฉันทำไม่ได้ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมฉันถึงเขียน blog นี้ หากวันนึง ที่ฉันต้องจากไป ฉันอยากให้พวกเค้ารู้เหลือเกิน ว่าสำหรับความรักที่มอบให้ฉัน ฉันขอบคุณมาก และตอนนี้ฉันกำลังพยายามที่จะตอบแทนแล้ว แต่บางทีอาจไม่รู้ตัวก็ได้ แต่ฉันพยายามจริงๆแล้วน่ะ สำหรับคนอีกหลายคนที่ทำร้ายฉัน ฉันก็ยังอยากขอบคุณที่มอบบทเรียน และมอบพลังหลายๆอย่างที่ทำให้ฉันผลักดันตัวเอง และทำให้ฉันรักตัวเองอีกครั้ง ฉันอยากจะบอกพวกเค้าเหลือเกินว่า กับทุกสิ่ง ฉันไม่ติดใจอะไรแล้ว ขอบคุณจริงๆที่ทำให้ชีวิตของฉันไม่ราบเรียบและน่าเบื่อจนเกินไป สำหรับอีกหลายคนที่ฉันได้บอกความในใจไปแล้ว (ด้วยฤทธิ์ของน้ำเปลี่ยนนิสัย -_-") บางอย่างอาจแรงไปนิดนึงน่ะ แต่ว่าตอนนี้ฉันไม่ติดใจในทุกๆสิ่งแล้วหล่ะ อยากขอโทษหลายๆคนที่ฉันเคยมองข้ามความรักของเค้าไป เคยทำตัวไม่น่ารัก เคยทำให้บรรยากาศเสีย ต่อไปนี้ฉันจะพยายามทำให้ทุกสิ่งรอบตัวฉันมีแต่ความรักและความสุขน่ะ  
 
และคนที่สำคัญที่สุด ที่ฉันทำผิดกับเค้ามากเหลือเกิน คือตัวฉันเอง วันนี้ ฉันขอสารภาพผิดกับตัวเอง ขอโทษกับการกระทำทุกอย่างที่ทำร้ายตัวเอง เวลาที่เหลือ ฉันจะเริ่มรักตัวเองและจะเพิ่มความรักให้มากขี้นเรื่อยๆแล้วแหล่ะ :)
January 26

My Pic!!!!!

 
January 07

My Emo Collection