Profil de NalineeOº°‘¨¤÷(`[¤* PL@NT -  £...PhotosBlogListesPlus ![]() | Aide |
|
26 novembre Losing Myselfเคยมีความรู้สึกว่าตัวเองหายไปไม๊
ฉันทำผิดศิลห้า
เมื่อวานฉันเมาค่ะ
อยากจะบอกว่า เกิดมาในชีวิตไม่เคยคิดจะกินเหล้าจนเมาเลย จริงๆแล้ว ตามปกติฉันไม่ชอบกินของขมๆ ทำให้ฉันไม่ชอบกินเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ด้วย เพราะนอกจากจะขมแล้ว เวลากินเข้าไป มันยังร้อนไปถึงกระเพาะจรดรอยต่อลำไส้เล็กเลย นั่นทำให้ฉันปฏิเสธของมึนเมาทุกชนิด แต่เมื่อวานเนื่องจากเป็นวันเกิดพี่ที่แผนก และฉันเองก็ใกล้ออกจากที่นี่เต็มทีแล้ว ฉันก็เลยอยากลองซักทีซิ มันคงไม่ถึงเมาหรอกหน่า ไม่ได้คิดเลยว่าตัวเองไม่เคยกินมาก่อน และปกติเป็นคนไม่ชอบกินข้าวเย็น มันก็ทำให้เมาเร็วขึ้น
แก้วที่หนึ่งผ่านไป ที่สองตามมา กรึ่มๆแล้ว เริ่มท้าชาวบ้านชนแก้วแล้ว แล้วก็ต่อแก้วสาม แก้วสี่ และเรื่อยๆ แล้วสติฉันก็เริ่มหลุดเมื่อเข้าแก้วที่ห้า หลังจากนั้น ความจำของฉันก็ลางเลือนเหลือเกิน แต่ที่จำได้แน่ๆ คือ ฉันเมาแต่ไม่อาเจียนเลย ดังนั้น แอลกอฮอล์ทุกหยาดหยดได้ซึมเข้ากระแสเลือดและเมาแบบโงหัวไม่ขึ้น
วันนี้ฉันตื่นเช้ามา แบบเหมือนมีอะไรมาหนีบที่หัว โลกหมุน 360 องศารอบตัวฉัน แต่ฉันไม่ยักหมุนตามโลกไปแฮะ ฉันตื่นมาด้วยความงงๆ ว่าฉันมาอยู่ที่ห้องตัวเองได้ยังไง แถมไม่พอ เปลี่ยนชุดนอนซ่ะเรียบร้อยเลย ครึ่งวันเช้าวันนี้ ฉันเลยหมดไปกับการนอนลืมตานิ่งๆ บนเตียง เพราะความที่เวียนหัวมาก เลยทำให้หลับตาไม่ลง รอเวลาให้ยาที่กินเข้าไปออกฤทธิ์ ฉันหมดสภาพจริงๆ นี่แหล่ะ ที่เค้าว่าเมาเหมือนหมา
พอเริ่มค่อยยังชั่ว ฉันก็โทรไปถามเพื่อนที่ดูเหมือนจะเมาน้อยที่สุดในกลุ่ม ว่าฉันพูดอะไรไปบ้าง มันบอกกับฉันว่า มึงพูดอะไรไปเยอะแยะเลย แต่เรืองมันเศร้า มึงจะฟังเหรอ และฉันก็พยายามเค้นคอให้มันพูด จากคำสารภาพ มันว่าดังนี้
ฉันเริ่มเสียงดังขึ้น เริ่มท้าชนแก้ว แล้วก็กระดกเหล้าไม่หยุด ทำเหมือนว่ามันเป็นน้ำเปล่า และฉันก็ขอให้เปิดเพลง เพลงที่มันมีความทรงจำ และทำให้ในเวลาปกติฉันปฏิเสธที่จะฟังเพลงนี้ มันบอกฉันว่า ฉันขอให้เปิดซ้ำๆ แล้วฉันก็ร้องตามและหลังจากนั้น ฉันก็เริ่มร้องไห้ ร้องไม่หยุด ร้องมากขึ้นเรื่อยๆ จนทุกคนต้องหิ้วปีกฉันไปนอน (ลืมบอกไป กินที่บ้านเพื่อน สบายหน่อย มีที่นอน) นอนซักพัก ฉันก็ลุกมานั่งต่อ แล้วก็เปรี้ยวเหมือนเดิม ท้าชนแก้วเหมือนเดิม แล้วฉันก็เริ่มพล่ามถึงความทรงจำที่เจ็บปวดของฉัน ซึ่งฉันคงต้องขอไม่เล่ารายละเอียด เพราะมันเป็นเรื่องที่ฉันเองก็ไม่อยากใครรู้ ถ้าฉันไม่เมาขนาดนั้น ก็คงไม่พูด แต่ดูเหมือนฉันยังเล่าไม่หมด ก็หมดอิทธิฤทธิ์ไปก่อน
แต่เมื่อคืนดูเหมือนว่าฉันโทรหาเพื่อนสนิทฉันคนนึง โดยที่ฉันไม่รู้ตัว แต่อาจเป็นความเคยชินก็ได้มั้ง ที่ทุกครั้งฉันมีปัญหา ฉันจะโทรหามันก่อนคนแรก แต่ครั้งนี้ ฉันทำมันเดือดร้อนเพราะวันนี้ไปต้องตื่นไปสอบ IELTS แต่เช้า มันบอกฉันว่าฉันพูดอะไรไม่รู้เรื่องเลย พูดวนไปวนมา มันเลยวางหูไปเอง นอกจากจะสร้างปัญหาเพิ่มให้ตัวเอง ยังก่อความเดือดร้อนให้คนอื่นๆ อีกด้วย เหล้านี่มันตัวสร้างปัญหาชัดๆเลย
ที่แน่ๆ ทำแก้วแตกไปหลายใบเลย มีรอยข่วนและรอยฟกช้ำให้เห็นเป็นหลักฐานด้วย -_-"
วันนี้ฉันตื่นมาด้วยความปวดหัวอย่างรุนแรง พอๆกับความรู้สึกผิด
ใครคิดที่จะเอาเหล้าแก้ปัญหา คิดผิดอย่างรุนแรงมากๆ มันดูไม่ดีเลย ที่จะสูญเสียการควบคุมตัวเองขนาดนั้น พอรู้สึกตัวอีกที นอกจากอาการแฮงค์เหล้าที่ทรมานแล้ว ปัญหาก็ยังเหมือนเดิม แล้วดูเหมือนทุกอย่างจะแย่กว่าเดิม ตรงที่ว่าเราต้องมานั่งคิดว่า เราพูด หรือทำอะไรไปบ้างตอนที่เราไม่ได้สติ และยังโชคดี ที่คนที่ฉันไปกินด้วย เป็นพี่ๆและเพื่อนๆที่สนิทกัน หากเป็นคนอื่นๆ เงินฉันอาจไม่เหลือ หรือบางที ฉันอาจตื่นขึ้นมาพร้อมกับใครก็ไม่รู้นอนอยู่ข้างๆ
เหตุที่ศีลห้าต้องมีข้อที่ห้า เพราะว่าน้ำเมาทุกชนิด สามารถกระชากสติไปจากคนดื่มได้เสมอ แล้วเมื่อเราขาดสติ อะไรๆที่ไม่ควรทำ เราก็ทำได้ทั้งนั้น แทนที่เราจะแก้ปัญหาที่มีด้วยสติ เรากลับสร้างปัญหาเพิ่มเพราะการขาดสติอีกต่างหาก เหล้าไม่ได้ช่วยให้เราลืมเพราะพอหายเมา มันก็กลับมาเหมือนเดิม และยิ่งรู้สึกว่ามันแย่กว่าเดิม เพราะมันก็เหมือนกับการกวนน้ำให้ตะกอนที่อยู่ข้างใต้มันคลุ้งขึ้นมาอีกรอบ
วันนี้ฉันรู้สึกแย่มาก จนเหมือนกับว่าไม่ว่ายาหรืออะไรก็ตาม ไม่สามารถช่วยฉันให้รู้สึกดีขึ้นมาเลย ฉันเริ่มรู้สึกรังเกียจตัวเองที่ปล่อยเนื้อปล่อยตัวไปถึงขนาดนั้น ถึงแม้เมื่อคืนจะไม่มีอะไรที่เลวร้ายเกิดขึ้น แต่ฉันก็ไม่อยากถูกมองว่าเป็นผู้หญิงขี้เมา แต่ฉันเมาไปแล้วอ่ะ >_< และแน่นอนค่ะ วันนี้ฉันไปทำงานไม่ได้ เพราะอาการแฮงค์เหล้า
ตอนนี้ ฉันรู้ซึ้งแล้ว ว่าการกินเหล้าจนเมาเหมือนหมา มันเป็นยังไง และมันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น แถมยังทำให้แย่ลงซ่ะอีก
ฉันอยากบอกให้ทุกคนรู้ว่า การกินเหล้ามันไม่ใช่สิ่งดีเลย ถึงไม่กิน เราก็สนุกกับคนอื่นๆได้ ถ้าหวังว่าจะกินเหล้าเพื่อลืมอะไรบางอย่าง มันจะยิ่งกลับมาตอกย้ำเรามากขึ้น ดังนั้น อย่าคิดเอาเหล้ามาแก้ปัญหาดีกว่าค่ะ
และนี่ก็คือ ครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ฉันทำตัวฉันหายไป...
ปล. ฉันอยากจะบอกว่าผู้ชายคนไหนที่อ้างว่า...กับผู้หญิงเพราะเมา ขอบอกว่ามันตอแหลได้อย่างหน้าด้านๆมากค่ะ เพราะถ้าเมาจริง มันทำอะไรไม่ได้หรอกค่ะ แค่ลำพังจะแบกหัวตัวเองยังไม่ได้เลย ดังนั้น ผู้หญิงจะปลอดภัยแน่ๆ ถ้าผู้ชายคนนั้นมันเมาจริงๆ อย่างที่พูด
24 novembre นังอิจฉามีพี่คนนึงเคยบอกฉันว่า นังอิจฉา ก็คือผู้หญิงธรรมดาคนนึง ที่ไม่มีพิษมีภัย และรักพระเอกจนสุดใจ นังอิจฉาบางรายคบกับพระเอกในฐานะแฟนด้วย แต่จะกลายสภาพเป็นนังอิจฉาทันทีเมื่อนางเอกโผล่เข้ามา
ธรรมชาติของมนุษย์มักเชียร์คนที่กำลังจะแพ้ เหมือนกับเวลาเรานั่งเชียร์บอล เวลาเห็นทีมไหนจะแพ้ เราก็จะเกิดความเห็นใจและแอบเชียร์ทีมนั้นอย่างเงียบๆ (เดี๋ยวเชียร์ดังไป เพื่อนข้างๆ อาจจะถีบเอาได้ เพราะมันอาจจะเสียตังส์ถ้าเกิดพลิกโผขึ้นมา) แล้วบทบาทของนางเอกมักจะเสมือนๆจะเป็นคนแพ้ในตอนแรกเสมอ แล้วเราก็จะพากันเชียร์นางเอกทีหลัง กว่าจะรู้สึกว่านังอิจฉาก็น่าสงสาร น่าเห็นใจที่ถูกแย่งพระเอกไป ก็ตอนท้ายเรื่องที่นังอิจฉาสำนึกผิด
ฉันไม่ได้เป็นคนชอบดูหนัง หรือละครทางทีวีนัก จริงๆ แล้วคือ เป็นคนไม่ชอบดูทีวีเลยมากกว่า แต่พอพี่เค้าพูด ก็เลยได้คิดอีกแง่มุมนึง ถึงแม้ว่า ขณะที่พี่คนนี้พูด เค้าจะ point ไปที่เรื่องผู้ชายที่หลายใจ แต่ฉันคิดว่ามันไม่เฉพาะเรื่องเกี่ยวกับความรักเรื่องเดียวหรอก
ฉันเรียนจบจิตวิทยามา เค้าสอนให้ฉันรู้ว่า ทุกพฤติกรรมของมนุษย์ย่อมมีสาเหตุเสมอ ไม่มีใครที่อยากเลวได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือเกิดมาเลวโดยสายเลือด ผลการวิจัยออกมาพบว่านิสัยใจคอ บุคลิกภาพ และพฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากพันธุกรรมเพียง 2% เท่านั้น (ถ้าจำไม่ผิดน่ะ) ที่เกิดจากพันธุกรรมก็เพราะรูปร่าง หน้าตาอาจมีผลต่อบุคลิกภาพ แต่ที่เหลือเกิดจากสภาพแวดล้อม การเลี้ยงดู และประสบการณ์ของคนๆนั้น หลังจากที่เค้าเกิดออกมาแล้วต่างหาก
ประวัติฆาตกรโรคจิต ที่ฆ่าคนอย่างโหดร้ายและทารุณ ภูมิหลังมักจะมาจากครอบครัวที่เลี้ยงดูด้วยความรุนแรง และมีประสบการณ์อันเลวร้าย เช่น โดนทำร้ายร่างกาย โดนข่มขืนจากเด็กที่โตกว่า หรือโดนข่มขืนจากพ่อหรือแม่ตัวเอง สภาพแวดล้อมที่บีบคั้นและกดดันอย่างนี้มันหล่อหลอมให้ฆาตกรมีสภาวะทางจิตที่บิดเบี้ยว และมองโลกผิดไปจากที่ควรจะเป็น คนที่มีอาการโรคประสาท เป็นโรคจิต จะมองและคิดไม่เหมือนกับคนปกติทั่วไป ดังนั้น จึงสามารถทำอะไรๆ ก็ตามที่ผิดไปจากมาตรฐานของคนทั่วไป ซึ่งการทำอะไรที่ผิดจากมาตรฐานอาจเริ่มจากแค่การคิดที่ผิดเพี้ยน พฤติกรรมที่แปลกประหลาด ไปจนถึงพฤติกรรมที่รุนแรงและส่งผลร้ายต่อคนรอบข้าง
ดังนั้น การเรียนจิตวิทยาสอนให้นักจิตวิทยาทุกคน สงสารคนทุกคนที่ทำอะไรเลวร้าย และพยายามช่วยเค้าให้ออกจากสภาพแวดล้อมที่บีบคั้น และปรับให้เค้าสามารถที่จะอยู่ในสังคมได้ สมัยที่ฉันอยู่ปี 1 รุ่นพี่เคยให้ฉันนั่งไหว้ตุ๊กตาโดเรมอนตัวใหญ่ แล้วก็ท่องคาถาแปลกๆ แล้วพวกพี่เค้าก็แสดงอาการเกรงกลัวและเคารพกับตุ๊กตาตัวนั้น พวกฉันได้แต่กลั้นหัวเราะ (เค้าห้ามหัวเราะ) พอสุดท้ายแล้ว เค้ามาสรุปว่า ชีวิตของนักจิตวิทยาต้องเจอกับพฤติกรรมของคนที่บิดเบี้ยว ถ้าเรามัวแต่นั่งขำ นั่งหัวเราะ หรือรู้สึกว่ามันแปลกประหลาด แล้วใครจะมารักษาคนพวกนี้ให้ปกติได้
ตามหลักพุทธศาสนา กรรมคือผลของการกระทำ ทุกอย่างล้วนมีที่มาเสมอ นี่คือความจริงที่คงอยู่มาแล้ว 2000 กว่าปี
ในชีวิตคนเราเอง เราอาจจะเล่นทั้งบทตัวเอก ตัวร้าย ก็แล้วแต่สถานการณ์มันจะบีบให้เราเป็นอะไร
ทีนี้หากใครทำอะไรๆ หรือแสดงพฤติกรรมแย่ๆ กับเรา ก็ลองคิดดูว่าเค้าน่าสงสารน่ะ เพราะเค้าอาจโดนบีบคั้น หรือมีประสบการณ์อันเลวร้าย เค้าเลยต้องแสดงออกแบบนี้
ทีนี้ นังอิจฉา น่าสงสารไม๊ค่ะ
ขอชิวซักวันน่ะชิวค่ะ ชิวมาหลายวัน
ค้นพบคำตอบของ Enjoy Working แล้วค่ะ
หลายๆ คน หรือหลายๆ องค์กร อยากให้พนักงาน Enjoy Working แม้แต่หลายๆคน ก็อยากจะ Enjoy Working เพราะเวลาส่วนใหญ่ของชีวิตเราก็คือการทำงาน
ทำไมถึง Enjoy Working เหรอ ก็อีกไม่กี่วัน ฉันจะออกแล้วนิ ตอนนี้เคลียส์งานเก่า ไม่รับงานใหม่ และสอนงานน้อง
ก็เลยมานั่งคิดว่าตอนเรายังไม่ลาออก ทำไมมันทุกข์จังหว่า พอยื่นใบลาออกปุ๊ป ชิวเลย
ก็อยากจะเล่าท้าวความกันนิดนึง ฉันยื่นใบลาออกล่วงหน้านานมาก ประมาณเกือบสองเดือนได้ ที่บอกก่อนนานขนาดนี้ เพราะอยากให้เค้าวางแผนหาคนมาแทน จะได้ไม่ต้องเดือดร้อนกัน และระหว่างนั้น พอรู้กำหนดการออกของตัวเองที่แน่นอน เหมือนยกภูเขาออกจากออกเลย
ตอนนี้ฉันมีเวลาที่จะมาเล่นเนต หางานใหม่ และ Update Blog หลังจากที่ไม่เคยเปิดมันเลย จนเพื่อนหลายคนเริ่มประนาม ว่ามันจะเปิด Blog ไว้ทำซากบนพื้นที่อินเตอร์เนตอะไร (ทำซากจริงๆน่ะ แต่เป็นซากฐานข้อมูล) จริงๆแล้ว ก่อนหน้านั้น ฉันก็พอมีเวลาที่จะเล่นเนต Update Blog หรืออื่นๆ แต่ว่างานทำให้ฉันรู้สึกเหนื่อยจนยากที่จะทำอย่างอื่นต่อ
ตอนนี้ งานฉันอาจไม่ได้ลดลงอะไรไปมากกว่าเดิม เพราะนอกจากฉันยังต้องทำงานเหมือนเดิม แล้วยังต้องเคลียส์งานเก่า ฉันยังต้องสอนงานน้องอีกด้วย แต่ทำไมฉันถึงไม่ได้รู้สึกเหนื่อยเหมือนเคย เพราะฉันไม่มีความคาดหวังแล้วไง
ก่อนนั้น ฉันต้องตั้งเป้าหมาย ต้องคาดหวังว่าต้องได้เป้าอย่างที่บริษัทต้องการ ต้องทำให้ได้เพื่อจะได้ปรับเงินเยอะๆ เลื่อนตำแหน่งเร็วๆ และยังมีใครอีกหลายๆคน ทั้งพี่ที่แผนก ทั้งหน้างาน ที่เค้าคาดหวังว่าเราจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ให้ พอจะออกปุ๊ป ความคาดหวังหายเรียบ ไม่มีความกดดันเหลือแล้ว เออ โล่งเลยแฮะ
ก็ไม่ใช่ว่า ความคาดหวัง มันไม่ดีหรอก มันก็อย่างหนึ่งที่เป็นตัวกระตุ้นให้เราเดินไปข้างหน้า ไม่หยุดนิ่ง เพราะหากเรายังต้องดำรงชีวิตอยู่โลกเบี้ยวๆ ใบนี้ ความคาดหวังก็ยังเป็นสิ่งที่ละไม่ได้ แต่คนส่วนใหญ่มักเอาความคาดหวังเปลี่ยนสภาพเป็นความกดดัน แล้วก็เครียด แล้วก็ สติแตก!!!
คนเรามักจะคาดหวังกับทุกๆ เรื่อง แล้วมักคาดหวังเกินความเป็นจริงด้วย ทั้งเรื่องเรียน ก็อยากเรียนได้ที่ดีๆ อยู่ในคณะดีๆ เรื่องงาน ก็อยากทำงานที่ได้เงินเยอะๆ ทำงานในตำแหน่งดีๆ เรืองความรัก ก็อยากให้เค้ารักเรา ทำเหมือนกับตอนจีบกันแรกๆ อย่างนี้ไปเรื่อยๆ สุดท้ายแล้วก็กลายมาเป็นกดดันตัวเองซ่ะงั้น พอไม่ได้อย่างที่หวัง ก็บ้าไปเลย
ฉันก็ไม่ใช่คนเก่งอะไร แล้วก็ไม่ได้ปลงอะไรได้ดีขนาดนั้น แต่บางที การที่ฉันผ่านอะไรมา ถึงไม่โชกโชน ไม่ถึงกับต้องสู้ชีวิตเหมือนกับที่เราเห็นในข่าววงเวียนชีวิตอะไรเทือกนั้น แต่อย่างน้อยอะไรๆ มันก็สอนให้ฉันหัดคาดหวังในสิ่งที่มันเป็นไปได้ คาดหวังโดยยังยึดฐานของความเป็นจริง และอย่าเอาความคาดหวังของคนอื่นมากดดันตัวเอง ยอมรับว่าตัวเองอยู่ตรงไหน มีความสามารถหรือสมรรถนะแค่ไหน
ฉันไม่ได้ว่าเราต้องดูถูกตัวเองเพื่อที่จะได้ไม่ต้องมาคาดหวังอะไรกันมาก มนุษย์ทุกคนมีความสามารถที่จะทำอะไรก็ได้ ถ้าตั้งใจจริง แต่ฉันไม่อยากเห็นตัวเอง หรือใครก็ตาม สติแตกเพราะความคาดหวังอีก เพราะเราไม่สามารถไปกะเกณฑ์อะไรได้ งานก็เรื่องนอกตัว คนรัก ก็ไม่ใช่ตัวเรา แม้แต่ใจเราเอง บางครั้งเรายังคาดหวังอะไรกับมันไม่ได้เลย บางครั้งเราอยากจะสั่งให้ใจสงบ สั่งให้หยุดทุกข์ได้แล้ว เรายังสั่งไม่ได้เลย
ฉันคงไม่สามารถที่จะบอกวิธีการตั้งความหวังที่ถูกวิธี ตั้งความหวังสูงไป หรือว่าต่ำไป แต่ฉันคิดว่าแต่ละคนรู้อยู่แล้วว่าควรทำยังไง ไม่ให้ตัวเองต้องถูกทำร้ายเพราะความคาดหวังอีก ฉันอยากเขียนให้บางคนที่อาจบังเอิญเข้ามาอ่าน ได้สะกิดใจซักนิดว่าตอนนี้เรากำลังคาดหวังอะไรมากไปรึป่าว
ลองคาดหวังแต่พองามซิค่ะ แล้วจะชิวมากๆ เหมือนฉันตอนนี้ไง
@^0^@
ปล. หาวิธีเปลี่ยน Background Space ไม่เจออ่ะ ใครรู้ช่วยบอกทีเห๊อะ >>> I don't know how to chance backgroud and color of my space. Help me Please!!! 23 novembre การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงทั้งนั้น
วันนี้ชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งต้องเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน ทุกอย่างต้องมีการเปลี่ยนแปลง
แต่ตามหลักจิตวิทยา มนุษย์ทุกคนกลับกลัวการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเปลี่ยนในทางที่ดีหรือไม่ดี จะเปลี่ยนงานก็กลัว จะเปลี่ยนตำแหน่งก็กลัวความรับผิดชอบที่สูงขึ้น จะอยู่คนเดียว ก็กลัวจะอยู่ไม่ได้
ตอนนี้ฉันกำลังจะกลายเป็นคนตกงาน เป็นบุคคลไม่มีรายได้อีกครั้ง ทั้งที่เคยมีรายได้เดือนละไม่ต่ำกว่าสองหมื่น ใช้เงินแบบไม่ต้องคิด ทำงานอีกเดือนกว่าๆ ก็ได้ปรับเงินขึ้นอีกเกือบๆครึ่งหมื่น ทำงานไม่เท่าไหร่ก็ได้ Acting Manager อยู่อีกไม่เท่าไหร่ก็ได้ปรับตำแหน่งเป็น Manager เงินก็ไหลมาเทมาอีกเพียบ เคยภูมิใจว่ามีหน้าทีการงานดี สามารถลบคำสบประมาทของคนทุกคนได้หมด แต่ทำไมฉันถึงอยากจะเปลี่ยน
ฉันยื่นใบลาออกทั้งๆที่ฉันยังไม่มีงานทำ รู้ทั้งรู้ว่า การเป็นคนตกงานมันแย่แค่ไหน มันแย่แค่ไหนที่จะต้องทนอยู่กับความรู้สึกที่ตัวเองไร้ค่า ต้องเอาเงินเก็บตัวเองมาใช้ หาเงินเองก็ไม่ได้ ต้องใช้เงินแบบประหยัด
แต่อย่างหนึ่งที่ฉันตัดสินใจที่กล้าจะเปลี่ยนมันทุกอย่างคือ
ชีวิตเราก็มีแค่นี้ ทุกอย่างก็แค่ตาย ถ้าคิดซ่ะว่าเดี๋ยววันพรุ่งนี้เราก็ตาย แล้วตอนนี้ทุกอย่างมันจะสำคัญไม๊ เงินทอง ตำแหน่งงานสูงๆ สุดท้ายก็แค่ตาย จริงๆ ชีวิตคนเรามันสั้นนิดเดียว แค่ไม่ถึง 10 ทศวรรษดี เราก็ต้องลาโลกนี้ไปแล้ว
ดังนั้น จงทำตามอย่างที่เราต้องการ ทำแล้วไม่เดือดร้อนใคร ดีกว่ามานั่งเสียใจทีหลังที่ไม่ได้ทำ เงินไม่ใช่ทุกอย่าง มันไม่ใช่พระเจ้า ฉันไม่อยากที่จะต้องทนอยู่กับความคิดเดิมๆที่วนไปวนมา ว่าเมื่อไหร่มันจะเปลี่ยนแปลง เมื่อไหร่มันจะดีขึ้น เมื่อไหร่จะมีคนดึงฉันออกไปจากที่นี่ซักที ฉันไม่อยากทนกับสิ่งที่ขัดกับความคิดฉันเหลือเกิน
แล้วเหตุใดฉันต้องยังอยู่ที่นี่หล่ะ อะไรที่ดึงฉันไว้อีกหล่ะ เงินเหรอ ตำแหน่งเหรอ
เอาไปทำอะไรได้หล่ะ ในเมื่อเดี๋ยวฉันก็ตาย
คนเหรอ เพื่อนเหรอ รุ่นพี่ที่แผนกเหรอ
แล้ว่เค้าอยู่กับเราได้ทั้ง่ชีวิตรึไง
กลัวคนดูถูกเหรอ
ก็ถ้าเราไม่เอามันมาใส่ใจซ่ะอย่าง คนที่ใจขุ่น คนที่ทุกข์ ก็คือคนพวกนั้นแหล่ะ
แล้วทำไมฉันไม่ทำในสิ่งที่ฉันอยากทำหล่ะ
ก็เปลี่ยนมันซ่ะซิ ออกไปจากสิ่งที่ตัวเองอยู่แล้วไม่มีความสุขซ่ะซิ ออกไปหาสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่ามันจะดีหรือร้ายก็ตาม แต่นั่นคือการตัดสินใจที่ทั้งหมดก็ต้องยอมรับผลของมันแล้ว
ทั้งหมดนี้ ฉันไม่ได้สนับสนุนให้ใครต้องมาลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงเหมือนฉัน ต้องมาลาออกจากงานเหมือนฉัน
แต่ฉันอยากให้ทุกคนรู้ว่าทุกอย่างมันมีการเปลี่ยนแปลง
มันจะไม่เหมือนเดิมตลอด
ใครที่กำลังทุกข์ มันจะไม่ทุกข์ตลอด ซักวันมันจะดีเอง แล้วใครที่สุขอยู่ มันก็ไม่สุขได้ตลอดไป ดังนั้นก็อย่าประมาท
ฉันดีใจที่วันนี้ฉันกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ถึงแม้ว่าผลมันจะเป็นยังไงก็ตาม
และซักวัน อาจมีใครซักคนที่อิจฉาฉันก็ได้ ที่ฉันกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง |
|
|