Nalinee's profileOº°‘¨¤÷(`[¤* PL@NT -  £...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
July 22 พยายามกี่ครั้งก็ตามแต่ได้แค่เพียงบอก ได้แค่เพียงหลอก บอกตัวเอง ว่าฉันไม่เสียใจ
ทั้งที่ใจอยากร้องตะโกนบอก ถ้าเพียงเธอเข้าใจ ไม่ค่อยกล้าหรอก แค่ใช้สายตาบอก บอกร่องรอยแตกร้าวของหัวใจ พยายามกี่ครั้งก็ตามแต่ ฉันก็ได้แต่ผิดหวัง แล้วมันก็คล้ายเรื่องเดิม อีกคนใส่ใจ อีกคนก็ไม่เห็นค่า เรื่องมันคล้บคล้ายคลับคลา ว่าตัวฉัน ต้องเสียใจ จริงหรือหลอก ทำไมไม่บอกกัน ที่รัก ที่หยอก ที่เคยให้ต่อกัน ความเฉยชาที่เธอให้มา เริ่มจะกดดัน ให้ฉันน้อยใจ แม้ฉันลองบอก พยายามบอก บอกด้วยตาจนล้าทั้งหัวใจ พยายามกี่ครั้งก็ตามแต่ ฉันก็ได้แต่ผิดหวัง คิดหาทางออก ค้นหาทางแก้ แต่เหตุผลวกวนซะเหลือเกิน พยายามกี่ครั้งก็ตามแต่ ฉันก็ได้แค่ผิดหวัง ว่าไม๊...ว่าบางทีเพลงบางเพลง มันก็แทนความในใจที่อยากจะบอกได้เหมือนกัน
และตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกแบบเพลงนี้เลย
ไม่เคยคิดเลย ว่าคนๆนึง จะทำให้ฉันฟังเพลงนี้ แล้วเข้าใจความหมายของมันมากขึ้น
July 02 เหนื่อยแล้วเหนื่อยแล้ว เพราะเราไปกันไม่ไหวจริงจริง
เหนื่อยแล้ว ถึงวันที่เธอต้องทิ้งกันไป ให้จบเท่านี้ เหนื่อยแล้ว ที่เธอพูดมาก็เหมือนดูดี เธอบอกวันนี้ เหนื่อยแล้ว ฉันทนฟังเธอพูดพร่ำรำพัน แต่ใจมันแปลได้อย่างนี้.. ฉันมันธรรมดาแถมหน้าตาก็ห่วย ฉันมันไม่ได้รวยยิ่งใหญ่เท่าฟ้า ฉันมันเดินบนดินเธอจะบินมากกว่า ฉันไม่มีเงินตรามาเอาอกเอาใจ ฉันมันธรรมดาแถมหน้าตาก็ห่วย ฉันมันเป็นตัวซวยมีแต่ปัญหา ฉันมันคนเพียงพอ เธอไม่พอมากกว่า ฉันไม่มีปัญญา เธอเบื่อ ไม่ทนแล้ว เหนื่อยแล้ว เพราะเราไม่เคยจะเห็นตรงกัน เหนื่อยแล้ว ถึงเธอจะมีแต่ฉันในใจ ไม่อยากไปไหน เหนื่อยแล้ว ที่ทำเพื่อเธอก็ซึ้งในใจ แต่อยู่ไม่ไหว เหนื่อยแล้ว ฟังคำดีดีเป็นร้อยเป็นพัน แต่แปลรวมกันได้อย่างนี้.. บอกฉัน ชัดชัด ก็พอแล้ว บอกฉัน ชัดชัด ให้ซึ้งใจ April 02 คำสารภาพผิด...กับตัวเองนึกอยู่นานทีเดียวก่อนที่จะเขียน blog นี้ คิดอยู่นานแล้วหล่ะ อยากเขียนน่ะ แต่ไม่รู้จะเขียนยังไงให้ตรงกับความรู้สึกตัวเองจริงๆดี
คำถามนึง...ที่ฉันอยากถามคนที่หลงเข้ามาอ่านซะแล้ว หากวันนึง คุณรู้ว่า คุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะตายได้ง่ายกว่าคนอื่นๆ คุณจะทำยังไง
นั่นซิน่ะ จะทำอะไรกับชีวิตที่เหลือดีหล่ะ เอ...เมื่อก่อนหมอดูเคยดูว่าเราจะอายุยืนนี่หว่า ติ่งหูเราก็ออกจะย๊าว ยาว ไม่จริงมั้ง แต่เราเถียงกันไม่ได้ใช่มั้ย ว่าคนเราซักวันก็ต้องตาย ไม่ว่าช้าหรือเร็ว แต่ในกรณีที่อยู่ๆ คุณได้รับรู้ว่า คูณอาจตายได้ทุกเมื่อ จะทำยังไง
วันนึง หมอที่รักษาอาการไมเกรนของฉัน วินิจฉัยว่าฉัน มีโอกาสสมองตายสูงกว่าคนอื่นๆ อาการของสมองตาย ทางการแพทย์คือตายไปแล้วแม้ว่าร่างกายยังคงสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยระบบประสาทอัตโนมัติก็ตาม พูดง่ายๆ ก็เหมือนผักนั่นแหล่ะ แล้วทุกอย่างที่ทำให้ฉันเป็นแบบนี้ เกิดจากที่ฉันทำร้ายตัวเองและไม่เคยรักตัวเองเลย
ฉันเป็นไมเกรนตั้งแต่เด็กๆแล้ว อาจจะเกิดจากกรรมพันธุ์ เพราะทั้งพ่อและแม่เป็นทั้งคู่ แต่อาการมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีหลังนี่เอง มันเริ่มทำให้ฉันใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการปวดที่ทรมานแบบบ้าคลั่ง โดยคิดว่าร่างกายจะรับไหว เพราะว่าฉันยังอายุน้อยอยู่เลย อย่างมากก็ตับกะไตพัง แต่คงอีกนานน่า แค่ผ่านช่วงนี้ไป เมื่ออะไรๆมันดีขึ้น ฉันก็คงเลิกใช้ยาพวกนี้ได้เอง แต่สุดท้ายมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย ฉันเริ่มใช้แต่ยา แทนที่จะพึ่งตนเอง จนสุดท้าย ฉันมีอาการแพ้ยารักษาไมเกรน หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อของ Cafegot นั่นก็เลยทำให้ฉันตัดสินใจเข้ารับการรักษาอย่างจริงจัง ในครั้งแรก หมอให้ยาที่เป็นตัวกินป้องกัน แต่ไม่ได้ผล จนหมอต้องเพิ่มยา และฉันถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคเครียด สรุปแล้ว ยาที่ฉันกินทุกวัน ก็คือ ยาประเภทระงับประสาท ยาต้านเศร้า ยาคลายเครียด และยานอนหลับ
ปัจจัยของการปวดหัวไมเกรน มีหลายอย่าง ไม่ว่าร้อนมากไป หนาวมากไป ใกล้ถึงวันนั้นของเดือน หิว กินอาหารบางประเภทมากไป แต่สำหรับฉันแล้ว อาการไมเกรนเกิดจากอาการเครียดของฉันเอง เครียดจนแทบบ้า เสร็จแล้วก็พึ่งยา โดยที่ฉันไม่เคยคิดจะพึ่งตัวเองเลยซักครั้ง จนมาถึงวันนึง ที่อาการต่างๆของฉันมันดูเลวร้ายลงมากกว่าจะดีขึ้น ฉันเริ่มขาดยาไม่ได้ แต่ขณะเดียวกัน ทุกครั้งที่ฉันปวดไมเกรน ฉันต้องกินยาเป็นกำมือ ปริมาณยาที่ฉันใช้ในการบรรเทาอาการปวดในแต่ละครั้งกลับเพิ่มขึ้น และแน่นอน อาการแพ้ของฉันก็มากขึ้น จนร่างกายรับไม่ไหว และก็เป็นที่มาที่ฉันตัดสินใจไปพบแพทย์อีกครั้ง แทนที่จะไปซื้อยาเพื่อต่อยาเหมือนทุกๆเดือน (ฉันต้องกินยาเป็นประจำทุกวัน เพื่อเป็นการป้องกันอาการไมเกรน และทำให้ฉันไม่เครียดจนเกินไปจนทำให้เกิดอาการปวดขึ้นมาอีก)
อุตส่าห์อ่านกันมาถึงตรงนี้ สงสัยใช่ไม๊ ว่าเกี่ยวอะไรกับอัตราเสี่ยงของการสมองตาย งั้นเราคงต้องคุยเรื่องการแพทย์กันหน่อย อาจน่าเบื่อที่ blog นี้ทำไมมันยาวจังว่ะ แต่หลายๆอย่างฉันอยากบอกคนทุกคนได้อ่านไว้เป็นความรู้เอาไว้
การปวดไมเกรน เกิดจากเส้นเลือดในสมองขยายตัวอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ยาแก้ปวดไมเกรน ต้องมีฤทธิ์ที่ทำให้เส้นเลือดหดตัว หากกินในปริมาณที่เภสัชกรแนะนำ ก็จะไม่มีผลอะไรมาก ปริมาณที่เหมาะสมคือ อย่าเกินวันละ 3 เม็ด/วัน หรือ 10 เม็ด/อาทิตย์ แน่นอน ก่อนที่จะทำการรักษา ฉันกินเกินปริมาณนี้อยู่แล้ว ด้วยอารมณ์หยื่งผยองว่าร่างการยังหนุ่มแน่น เรื่อง effect ของยามันเป็นเรื่องของคนวันกลางเกือบปลายคน และความไม่เคยรักตัวเอง ฉันไม่ได้กินแค่ Cafegot อย่างเดียว ฉันกินยาอื่นร่วมด้วย อย่างพวกยาแก้ปวดอย่างแรง (หรือบางทีก็แทนที่ด้วยพาราซัก 2-3 เม็ด) ยาแก้เวียนหัว ยาคลายกล้ามเนื้อ บราๆๆๆๆ ทั้งๆที่ก็รู้ว่าทุกอย่างมันคือสารเคมีที่สามารถทำลายร่างกายตัวเองทั้งนั้นเลย แล้ววันหนึ่ง ฉันก็พบว่า ทุกครั้งที่ฉันกินยาแก้ปวดไมเกรน หรือ Cafegot ฉันจะมีอาการเวียนหัว คลื่นไส้ บ้านหมุน จนแทบทำอะไรไม่ได้ มือเท้าชา ฝ่ามือเขียว ใจสั่น เจ็บหน้าอก ประสาทแข็ง นอนไม่หลับ เหงื่อมือออกเยอะผิดปกติ จนฉันรู้สึกผะอืดผะอมทุกครั้งที่ต้องกลืนยาเกือบ 10 เม็ดตอนที่ฉันปวดไมเกรน
มันตลกมาก ที่วันที่ฉันไปหาหมอ คำถามที่ฉันไปถามหมอวันนั้นคือ "หมอค่ะ มียาอะไรก็ได้ที่รักษาไมเกรนนอกจากตัวนี้ไม๊ค่ะ หรือว่ามียาอะไรก็ได้ที่กินควบไปกับยาแก้ปวดไมเกรนแล้วไม่ทำให้หนูต้องเป็นแบบนี้ เพราะหนูทำอะไรไม่ได้เลย ตอนที่ Cafegot มันออกฤทธิ์ ไม่กินก็ไม่ได้ เพราะมันปวดเหลือเกิน"....ฉันจะพึ่งยาอีกแล้ว
สุดท้าย หมอก็พลิกประวัติดูประวัติเก่าของฉัน และวินัจฉัยตามอาการที่ฉันเล่าทั้งหมด ปรากฎว่าฉันเป็นความดันต่ำ จริงๆก็รู้ตัวแหล่ะ ความดันตัวบน วัดไม่เคยถึง 100 เลย แต่มันเป็นเพราะฉันไม่ใส่ใจตัวเอง หมอบอกว่า ในเมื่อคุณมีความดันที่ต่ำกว่าคนปกติอยู่แล้ว การที่หลอดเลือดตีบลงเพราะฤทธิ์ยา มันก็จะทำให้หัวใจต้องทำงานมากขึ้น ทำให้หัวใจเต้นเร็ว หรือใจสั่น แต่เนื่องด้วยความดันที่ต่ำมาก ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงปลายมือและเท้ารวมทั้งสมองได้พอ จึงทำให้เกิดอาการมือเท้าชา และอาการวิงเวียนศรีษะ ส่วนอาการมือเขียว เกิดจากที่หลอดเลือดมันตีบนั่นแหละ คำถามที่ฉันถามหมอต่อคิอ "มียาอะไรที่ปรับให้ระดับความดันสูงขึ้นไม๊ค่ะ"....เป็นอีกครั้งของวันนี้ที่ฉันจะพิ่งยาอีกแล้ว แน่นอน ไม่มียาที่ไหนรักษาอาการความดันต่ำ เพราะความดันต่ำ เค้าไม่ถือว่าเป็นโรคเหมือนความดันสูง การรักษาความดันต่ำคือการต้องปรับสภาพร่างกายตัวเอง คือเรื่องอาหารการกินและออกกำลังกายนั่นแหล่ะ
พล่ามมาตั้งนาน มันเกี่ยวอะไรกับสมองตายเนี่ยะ???
คำตอบง่ายๆ วันใดที่ร่างกายฉันรับไม่ไหว หัวใจไม่สามารถปั๊มเลือดไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอ สมองก็จะตาย ดังนั้น ทุกครั้งที่ฉันกินยาแก้ปวดไมเกรน คือ การเพิ่มอัตราเร่งของการเดินทางสู่ความตายของฉันเอง
นี่เป็นบทเรียนราคาแพงอีกบทเรียนนึง ที่ฉันได้รับ บทเรียนที่อาจจะต้องแลกกับชีวิตฉันเอง มันคือบทเรียนของการรักตัวเองและพึ่งตัวเอง
คำสอนของพุทธศาสนา ซึ่งเราได้ยินกันบ่อยๆ "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" ความจริงสองพันกว่าปีที่ไม่อาจลบล้างได้ ตั้งแต่เกิดมา ฉันไม่เคยคิดจะพึ่งตัวเองเลย ฉันไม่เคยสนใจตัวเองเลยซักครั้ง ทุกอย่างที่ผลักดันให้ฉันอยู่ได้ คือปัจจัยภายนอกเท่านั้น ฉันมัวแต่ที่จะสนใจวัตถุภายนอก มัวที่แต่จะเอาความสุขของตัวเองไปผูกกันคนอื่น ไปผูกกับการเอาชนะ ไปผูกกับความเคียดแค้น หรือแม้แต่เอาคนอื่นมาเป็นศูนย์กลางของชีวิตตัวเอง และสุดท้าย ฉันก็มาพึ่งยาซึ่งเหมือนอาวุธที่ทำให้ฉันเข้าใกล้ความตายทุกวัน ฉันไม่เคยรักตัวเองเลย เฝ้าแต่ย้ำคิดเรื่องที่ทำร้ายแต่ตัวเอง เฝ้าโทษชะตากรรมที่ไม่เคยมอบความยุติธรรมให้ฉันเลย จนถึงขั้นเกลียดที่ฉันเป้นตัวฉันเอง ฉันมันไม่น่าเกิดมาเลย
วันนึง ที่คนๆนึง ที่เคยคิดฆ่าตัวตาย คนที่เคยกรีดแขนตัวเองจนเหวอะ รู้ว่าตัวเองอาจตายได้ทุกเมื่อ จริงๆน่าจะดีใจใช่มั้ย ในที่สุด ฉันก็สามารถทำลายตัวฉันเองที่ฉันเกลียดนักหนาสำเร็จแล้ว ทุกอย่างอาจจะจบสิ้นในไม่ช้านี้ แต่มันทำให้ฉันรู้สึกว่างเปล่า แล้วเฝ้าถามตัวเองว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาในชีวิต ฉันได้ทำร้ายตัวฉันเองไปได้มากมายขนาดนี้เชียวเหรอ ฉันทำร้ายตัวเองไม่พอ ฉันยังทำร้ายคนที่รักฉันด้วย ทุกครั้งที่ฉันเครียด ฉันไม่ได้ทำร้ายตัวเองแค่คนเดียว แต่ทำร้ายคนรอบข้างด้วยการแผ่อาการเครียดให้คนอื่นรู้สึกไม่สบายใจ คงพอนึกออกใช่มั้ย เวลาเราอยู่ใกล้คนที่เครียด เศร้า หรือหงุดหงิดง่ายมันเป็นยังไง นอกจากฉันไม่รักตัวเองแล้ว ฉันยังไม่เคยสนใจความรู้สึกคนรอบข้างด้วย
แล้วฉันก็เริ่มเสียใจกับการกระทำของตัวเอง จนแทบอยากจะเกลียดตัวเองอีกครั้ง แต่ที่ฉันเป็นแบบนี้ มันเกิดจากการที่ฉันไม่เคยรักตัวเองต่างหาก ฉันเคยคิดว่าทำไมไม่มีใครรักฉันเลย ตอนนี้ฉันคิดว่าคำตอบมันอยู่ที่ตัวฉันเอง ถ้าหากฉันลองกลับมาสนใจตัวเอง ก็จะพบว่าแม้แต่ตัวเองยังไม่อยากรักตัวเอง แล้วใครจะทนคนๆนี้ไหวหล่ะ คนที่รักฉันก็จะหายไปทีละคน เพราะความเกรี้ยวกราดของฉันเอง...สำเร็จแล้วซิน่ะ ภารกิจทำร้ายตัวเองให้สาสม
วันนี้ฉันเสียใจ เสียใจที่ทำกับตัวเองไว้เยอะเหลือเกิน ทำไมฉันถึงไปมองวัตถุภายนอก คนๆอื่นที่ไม่ใช่ตัวฉันได้มากกว่าตัวฉันเอง
กับเวลาที่เหลืออยู่ ฉันอยากจะรักตัวเอง และเผื่อแผ่ความรักไปให้คนอื่นๆด้วย ฉันอยากตอบแทนความรัก ความห่วงใยของคนอื่นที่มีต่อฉันบ้าง ฉันอาจยังทำไม่ได้ดีพอ แต่ฉันจะพยายาม สำหรับวัตถุภายนอกมันคงไม่สำคัญสำหรับฉันแล้ว เพราะวันนี้ฉันพบแล้วว่าสุดท้ายคนเราก็แค่ตาย สำหรับคนที่ฉันเกลียด ฉันจะพยายามให้อภัยพวกเค้า และจะรักพวกเค้าให้มาก เพราะอย่างน้อย พวกเค้าก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ฉันได้รักตัวเองในวันนี้ แม้ตอนนี้ฉันอาจจะยังทำทุกอย่างได้ไม่ 100% แต่ซักวัน ฉันจะทำให้ได้
ถึงแม้มีหลายอย่างที่ฉันอยากจะทำ อยากจะบอกกับคนทุกคนที่มีบทบาทสำคัญในชีวิตฉัน แต่ด้วยปัจจัยแวดล้อมหลายๆอย่าง มันทำให้ฉันทำไม่ได้ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมฉันถึงเขียน blog นี้ หากวันนึง ที่ฉันต้องจากไป ฉันอยากให้พวกเค้ารู้เหลือเกิน ว่าสำหรับความรักที่มอบให้ฉัน ฉันขอบคุณมาก และตอนนี้ฉันกำลังพยายามที่จะตอบแทนแล้ว แต่บางทีอาจไม่รู้ตัวก็ได้ แต่ฉันพยายามจริงๆแล้วน่ะ สำหรับคนอีกหลายคนที่ทำร้ายฉัน ฉันก็ยังอยากขอบคุณที่มอบบทเรียน และมอบพลังหลายๆอย่างที่ทำให้ฉันผลักดันตัวเอง และทำให้ฉันรักตัวเองอีกครั้ง ฉันอยากจะบอกพวกเค้าเหลือเกินว่า กับทุกสิ่ง ฉันไม่ติดใจอะไรแล้ว ขอบคุณจริงๆที่ทำให้ชีวิตของฉันไม่ราบเรียบและน่าเบื่อจนเกินไป สำหรับอีกหลายคนที่ฉันได้บอกความในใจไปแล้ว (ด้วยฤทธิ์ของน้ำเปลี่ยนนิสัย -_-") บางอย่างอาจแรงไปนิดนึงน่ะ แต่ว่าตอนนี้ฉันไม่ติดใจในทุกๆสิ่งแล้วหล่ะ อยากขอโทษหลายๆคนที่ฉันเคยมองข้ามความรักของเค้าไป เคยทำตัวไม่น่ารัก เคยทำให้บรรยากาศเสีย ต่อไปนี้ฉันจะพยายามทำให้ทุกสิ่งรอบตัวฉันมีแต่ความรักและความสุขน่ะ
และคนที่สำคัญที่สุด ที่ฉันทำผิดกับเค้ามากเหลือเกิน คือตัวฉันเอง วันนี้ ฉันขอสารภาพผิดกับตัวเอง ขอโทษกับการกระทำทุกอย่างที่ทำร้ายตัวเอง เวลาที่เหลือ ฉันจะเริ่มรักตัวเองและจะเพิ่มความรักให้มากขี้นเรื่อยๆแล้วแหล่ะ :) January 06 Hi !!!! My SpaceFor a long time that I'd updated anything since I've had my own hi5 ....
In the truth, I also rarely visits on my own space ....
But I don't know what I write so that I update my present photos replaces telling my life story.
All pictures was taken within 2 weeks ( I writes this blog on Sat. Jan, 2008 at 11.52 pm.)
November 21 The Death
November 04 HI5...ของเล่นใหม่หลายๆคนคงรู้จักเจ้า hi5 เป็นอย่างดีแล้ว จริงๆฉันก็รู้จักมานานแล้ว แต่ไม่เคยคิดจะทำเป็นของตัวเองซักที เพราะว่าลำพังแค่ space นี่ก็ขี้เกียจอัปจะแย่แล้ว แต่เนื่องจากเพื่อนที่รักหลายๆคน มันเริ่มบังคับ ขู่เข็ญ ฯลฯ ให้ add มันเป็นใน hi5 จะไป add ได้ไงอ่ะ ก็คนไม่มีนี่หว่า สรุปแล้วสุดท้ายก็เลยต้องทำ hi5 เป็นของตัวเองจริงๆแล้วแหล่ะ นั่งโง่กับมันประมาณ 2 วัน ในที่สุด hi5 ของข้าพเจ้าก็เสร็จแล้ว
ตอนแรกว่าจะ register ขำๆไปงั้น เผื่อเวลาเพื่อนคนไหนอยากจะให้ add ก็จะได้ add มันได้ ทีนี้พอเข้าไป โปรแกรมมันก็จะ auto ให้เรา add friend ซึ่งรายชื่อทั้งหมดก็ลิ้งค์มาจาก address book ของเมลที่เราใช้สมัครตอน register ซึ่งแน่นอน ฉันใช้ hotmail ในการสมัคร ชื่อคนในนั้นเป็นร้อยเลยครับพี่น้อง ก็เลยกด add friend แม่งให้หมด ตามันลายนี่หว่า ต้องเข้าใจสถานการณ์ของคนที่คีบอร์ดโน้ตบุกป่วย แล้วต้องเอาคีบอร์ดแบบ usb มาเสียบแล้วต้องเอาคีบอร์ดมาวางหน้าโน้ตบุก ให้โน้ตบุกมันไกลเข้าไปใหญ่ แล้วจอโน้ตบุ๊ก 12 นิ้วแบบนี้ เพ่งกันตาจะหลุด ดังนั้นมันบอกให้ add friend บอกให้ submit อะไร กูก็กดหมดแล้ว
พอว่าจะขำๆ เพื่อนมาทักว่าเปลี่ยนสัญชาตไปแล้วรึไง เพราะฉันไม่ได้ไปแก้ profile เลย คือกะเปิดไว้ขำๆจริงๆ ก็เลยต้องเข้าไปแก้ แก้ไปแก้มา ก็ยาวเลยครับพี่น้อง ทำบ้าบออะไรไว้เพียบเลย อีกอย่างที่ amazing กว่านั้น ทำ hi5 ได้สองวัน มี friend list 40 คน มาจากไหนก็ไม่รู้ เจอทั้งเพื่อนเก่า รุ่นน้อง รุ่นพี่ ที่ไม่ได้ติดต่อกันมานาน แล้วก้เจอเพื่อนใหม่ ซึ่งกูก็ไม่รู้ว่าใคร มันเลยเป็นที่มาว่าทำไม๊ ต้องนั่งงมทำ hi5 เป็นกิจลักษณะกันไป
แต่คราวนี้เปลี่ยน Theme เมื่อก่อนจะชอบงานที่พื้นขาวๆ สะอาดๆ ใช้สีโทนอุ่น พวกสีส้ม น้ำตาล เขียวตองอ่อน แดง เทา ไรอย่างนี้ แต่ใน hi5 คราวนี้เกิดอารมณ์เหมือนคนโรคจิตทำกันไป พื้นดำแม่งเลย ดังนั้นบรรยากาศใน space กับ hi5 จะแตกต่างโดยสิ้นเชิง space จะใสๆ ดูอุ่นๆ แต่ hi5 เหมือนหลุดไปในโรคของพวกโรคจิตไงไม่รู้ ว่างๆ ก็เข้าไปดูแล้วกันน่ะจ๊ะ
หากท่านใดเนตไม่แรงจริง ไม่แนะนำให้เข้าไปดู เพราะแม่งใส่ไรไว้เพียบเลย และท่านใดประสงค์จะเปิดดูในที่สาธารณะ หรือที่ทำงาน แนะนำให้ปิดเสียงก่อนน่ะ ไม่งั้นจะมีเสียงเพลงเย็นเยือกออกมา เหอะๆๆๆ
MY HI5 : http://pattezia.hi5.com
ไปเม้นท์กันเยอะๆน่ะจ๊ะ แล้วอย่าลืม space นี้แล้วกัน จะขยันมาอัปรึป่าวนั่นอีกเรื่อง เหอๆๆๆ
October 08 หนังสือรุ่น...ตัวตนที่หายไป (ภาค 2)October 04 หนังสือรุ่น...ตัวตนที่หายไปOctober 02 Happy Birthday To me...To meeeeตื่นขึ้นมาตอนเช้าด้วยเสียงแม่ปลุก...จะปลุกกูทำไมว่ะ ปลุกกันตั้งแต่ยังไม่เก้าโมงเลย เช้าแท้
เฮ้อออ...ชีวิตที่ไร้งานทำ
และแล้วก็คิดขึ้นได้...วันนี้วันเกิดตรูนี่หว่า
เฮ้ย...ครบ 25 แล้วเฟ้ย เลยเบญจเพสแล้วกรู ผ่านชีวิตมา 25 ปีแล้ว ก็เท่ากับประมาณมากกว่า 1 ใน 4 ชีวิตแล้วเว้ย
ใช้เวลาไปมากกว่า 1 ใน 4 ของชีวิตแล้วหรอว่ะเนี่ยะ โอววว พระเจ้าจอร์จ กูยังไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรเลย
เอาว่ะ คิดในแง่ดี นี่เป็นวันเกิดปีแรกที่ตั้งแต่เรียนจบมา แล้วอยู่บ้านแล้วมีโอกาสได้ทำบุญกะเค้าซักที
แต่ไม่มีตังส์ใส่บาตรแล้วตื่นสาย (ในสายตาชาวโลก) อีกต่างหาก
และแล้วก็ไปบริจาคเลือดดีกว่า
ลุ้นๆ จะบริจาคเลือดได้ป่าวว่ะ น้ำหนักก็ไม่ถึงเกณฑ์ ได้ข่าวว่าความดันไม่ค่อยปกติด้วย เลยคิดในใจ ถ้าเรามีบุญเราคงได้ทำบุญในวันเกิดตัวเองหล่ะว่ะ
เริ่มจากไปกรอกๆประวัติ ใส่น้ำหนักไปเลย 50 (ไปชั่งน้ำหนักหน้าห้อง พร้อมรองเท้าและกระเป๋าได้ 48 -_-" อุตส่าห์ใส่กางเกงยีนส์และเสื้อสองตัวมาแล้วเชียว) ถึงขั้นตอนเจาะเลือด เมื่อคืนนอนหลับมาเต็มที่แระ เกิน 6 ชม.แน่นอน จิงๆน่าจะเกิน 8 ชม. ด้วยซ้ำ พอหยอดเลือดลงไปในกระปุก มันทำลอยๆตัวนิดนึง ทำเป็นเล่นตัวแต่พองามตามภาษาเลือดของคนหน้าตาดี อิอิ และแล้วมันก็จมลงไปในที่สุด เฮ้ออ รอดอีกหนึ่งด่าน และถึงด่านสำคัญ วัดความดันแล้วครับทุกท่าน ปกติวัดความดันทีไร ความดันตัวบนไม่เคยถึงร้อยเลย เอาหล่ะวะ จะรอดไม๊ วันนี้ไม่มีอาการวิงเวียนศีรษะวูบไหวไปมา น่าจะรอดๆ (แต่ถ้ามีหมอหน้าตาผ่านมาแถวนั้นก็อาจทำให้ความดันพุ่งกระฉุดได้ ดีน่ะที่ไม่มี อิอิ) ความดันออกมา 110/70 รอดแล้วครับ ได้บริจาคเลือดแว้ววว ในที่สุดเราก็ได้กินน้ำหวาน ขนม และโอวัลตินฟรีแล้ว 555+
บริจาคเสร็จก็มีอาการมึนงงเล็กน้อยแต่พองาม ตามภาษาผู้หญิงบอบบาง น่าทนุถนอม จากนั้นก็ไปไหว้ครูบาศรีวิชัย พระคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ แล้วก็แอบขอในใจ ไหนๆท่านก็ให้หนูสอบผ่านมงฟอร์ต สอบเข้ามหาลัยรัฐได้ ได้งานทำตอนจบ ขอให้ได้งานอีกทีน่ะค่ะ สาธุๆๆๆๆ และหลังจากไหว้พระก็ต้องไปเสี่ยงเซียมซีตามภาษาคนไทยที่ยังผูกพันกับเรื่องโชคชะตาอยู่ ได้ใบที่ 19 คำทำนายดูดีมีชาติตระกูลมากมาย ได้งานแน่ๆๆ หุหุหุ แล้วก็บังเอิ๊ญ มีลูกแมวมันแหกปากตรงที่เสี่ยงเซียมซีพอดี มันน่ารักมากคับพี่น้อง ตัวสีขาวเทา สีเทาน้อยๆคล้ายๆหินอ่อน ตาสีฟ้า บ้องแบ้ว แม่เกือบเอามาเลี้ยงแระ แต่ได้ข่าวว่าบ้านเป็นบ้านตึกได้ป่ะ แถมมีแมวอีกตัวนึงแล้ว ถ้าเอาไอ่ตัวนี้ไปอีก มีหวังไอ่เงินล้านที่อยูู่บ้านตรูตกกระป๋องแหงๆๆ
เอาหล่ะ ถึงแม้ ณ วันนี้จะยังไม่มีอะไรที่สมหวังซักอย่าง แต่อย่างน้อยวันเกิดปีนี้ก็เริ่มต้นมาด้วยดีแระ ปีนี้ดีแน่นอนครับพี่น้องง
สาธุๆๆๆๆ
July 23 All about TOEIC (for me)
หลายคนคงเคยสอบ TOEIC มากันแล้วน่ะ แต่ตอนนี้ฉันเองกลับสงสัย TOEIC วัดศักยภาพในการใช้ภาษาได้จริงเหรอ หรือเป็นเพียงแค่ผลคะแนนเพื่อหลอกล่อนายจ้างว่าเราเก่งภาษา เหอะๆๆ สำหรับฉันเอง ตอนนี้สอบมาแล้วครับ แอบภูมิใจคะแนนตัวเองนิดนึง ว่าไม่น่าเชื่อว่าคนโง่ๆ อย่างกูจะทำได้เพียงนี้ แต่ พอมานั่งอ่านคำอธิบายคะแนน ก็เลยรู้สึกว่ากูก็โง่เหมือนเดิมหล่ะว่ะ LISTENING DESCRIPTION -- 390 In face - to -face commucations, a person at this level should be able to understand....
READING DESCRIPTION -- 290 A person at this level should be able to read.....
In the work place a person at this level should be able to read....
When reading materials of a particular field of interest a person at this level should be able to...
แปลเองแล้วกัน แปลไม่ค่อยได้เหมือนกัน อย่ามาถามคนที่ได้ reading เพียงแค่ 290 -_-" แต่จับใจความได้ว่ากูก็โง่เหมือนเดิม เหอะๆๆ รวมคะแนนสองส่วนก็ได้ 680 พอดิบพอดี ทำไม่ทัน ไม่ได้อ่านเลย กามั่วไป 18 ข้อ ดูดีมีชาติตระกูลเนอะ ถ้าทำทันอีกแค่ 5 ข้อ หรือไม่ไปประสาทแดกตื่นห้องสอบตอนทำ listening ก็คงได้ 700 ไปแล้ว ฟังดูน่าหมั่นไส้ไม๊ แต่ฉันอยากจะบอกอะไรอย่างนึง เมื่อก่อนฉันเคยสอบได้แค่ 400 กว่าๆ เท่านั้น ตอนนี้คะแนนขึ้นมา 200 คะแนน ความสามารถการสื่อสารทั้งการพูดและการเขียนของฉันก็ยังเหมือนเดิม ไม่เห็นรู้สึกว่ามันจะเก่งขึ้นตรงไหนเลย จะเขียนจดหมายสมัครงานที ต้องขอให้คนนู้นคนนี้ช่วยดูให้หน่อย ไม่ต้องพูดถึงเรื่อง speaking น่ะ ป่วยแดกครับ ฟังรู้เรื่องอย่างเดียว แต่ตอบไม่ได้ สิ่งที่ดีขึ้นมาหน่อยก็คือ อย่างน้อยตอนนี้ก็ไม่มีฝรั่งตัวไหนนินทากูได้หล่ะว่ะ ฟังรู้เรื่องน่ะเว้ย กูคิดคำด่าได้เร็วกว่าคำพูดดีๆปกติด้วย เนื่องจากเล่น cam frog แล้วเจอโรคจิตบ่อย ก้ากๆๆๆๆๆ แถมยังแม่น gramma ขึ้น สามารถไปเถียงเรื่อง gramma กับเจ้าของภาษาได้ ให้มันได้รุ้กันไปว่าคนไทยมันบ้า gramma 55555 ฉันเคยรู้จักรุ่นน้องคนนึง โอ้โห พี่น้องครับ พูดภาษาอังกฤษรัวยิบแล้ว สำเนียงดั่งเจ้าของภาษา ไฮโซ ดูดีมีชาติตระกูลมากๆ พอถามคะแนน TOEIC น้องเค้าเท่านั้น ถึงกับอึ้ง น้องเค้าได้แค่ 400 กว่าๆ เอง ได้เท่ากูก่อนมาฟิตเลย ได้ข่าวว่ากูได้ TOEIC เกือบ 700 ยังพูดไม่ได้ครึ่งมันเลยได้ป่ะ อีกนิดนึง อยากแบ่งปัน เรื่อง listening อยากได้คะแนนเยอะๆ ไปฟัง CNN แนะนำให้ฟังในเวป ต้องเป็นเนต high speed ด้วยน่ะ ไม่งั้นกระตุกกระจาย เพราะว่าถ้าเราฟังไม่รู้เรื่อง ก็ replay อีกรอบได้ ไม่แนะนำให้ไปดูหนัง เพราะก็มานั่งอ่าน sub อยู่ดี ไม่ได้ฟังแระ อีกอย่างศัพท์ที่ได้จากหนัง จะได้แต่คำว่า fuck, shit, what the hell going on... whatever แล้วเราจะได้ศัพท์ไม่สุภาพติดตัวไปด้วย อยากจะบอกว่า เมื่อก่อนตอนไปสัมภาษณ์งาน เคยดูหนัง เห็นเวลามันพูดอะไรหลายอย่าง แล้วไม่รู้จะลงยังไง มันจะใช้คำว่า whatever ซึ่งมันก็แปลตรงตัวแหล่ะ ว่า อะไรก็ช่าง หรือภาษาที่สุภาพ ควรพูดว่า something likes that แต่อีนี่ซัด whatever ไปเลย มั่นใจมาก ว่าถูก เพราะจำมาจากหนัง ไอ่ถูกมันก็ถูกอยู่ แต่มันไม่สุภาพครับ เวรจิงๆ สำหรับการฟัง CNN ก็ไม่จำเป็นต้องฟังมันพูดรู้เรื่องทุกตัวหรอก แค่จับใจความได้ก็พอแล้ว เพราะข้อสอบ TOEIC ไม่ได้โหดร้าย พูดรัวแหลวแร่ดขนาดนั้น มันยังมีความปราณีกับผู้ที่ใช้ภาษา English เป็นภาษาที่สองอยู่ ส่วนเรื่อง reading ศัพท์ส่วนใหญ่ก็จะเป็นศัพท์เกี่ยวกับ ธุรกิจ, การบิน, HR ก็ไปอ่านพวก The Nations บ่อยๆ ก็จะได้เอง (แต่กูไม่เคยทำ และกูก็มั่วข้อที่เป็น vocab ทุกข้อ ก้ากๆ) ส่วน gramma ก็ตัวใครตัวมันครับ ไปหาซื้อหนังสืออ่านเองเต๊อะ อยากได้ไรก็ต้องมีการลงทุนหน่อย จิงป่ะ ถ้ามีตังส์จะไปสอบใหม่อีกซักที อยากได้ listening 400 up จัง สำหรับคนไหนที่ต้องการคะแนน TOEIC รีบไปสอบน่ะ มีข่าวมาแล้วน่ะว่าเค้าจะเปลี่ยนข้อสอบ เพิ่มเรื่อง speaking มาด้วย ให้ตายกันไป July 19 ส่วนผสมของความบัดซบจบมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ
ในภาควิชาที่คะแนนระดับต้นๆของประเทศ
ด้วยเกรดเฉลี่ย 3 กว่าๆ
ประสบการณ์ทำงานในบริษัทใหญ่โต 1 ปี กับ 9 เดือน
กับตำแหน่ง Acting Manager
ความสามารถทางคอมพิวเตอร์ จบ com-sci minor
ความสามารถทางภาษา TOEIC เกือบ 700
....เท่ากับ....
ตกงานครับพี่น้องงงงงงงงงงง
จน...เครียด...update resume ดีกว่า... -_-"
ใครช่วยจ้างกูทีเห๊อะ จะเอาตังส์ไปติวสอบเป็นนักบิน หุหุหุ
July 13 I'm still alive !!!!Someone maybe suspect that where I am, what I'm doing, why I rarely online on MSN, etc.
I'm still alive and kicking.!!! I'm in Chiang Mai.
But I'm unemployed now. I was fired from the company since the end of May where I had ever worked at Rayong for 4 months. I'm so appreciate if you will not ask anything about it. I don't want to describe and think of it again.
Although the situation looked so bad, I still said "Thank you" to this company. At least it made me meet my real ambition.
When I had just been fired, I thinked only to take time to stay at home and to cure some problems of my health and mental. But a long time has me review myself.
I had taken the short English course for 1 month, for cram TOEIC test, because I wanted to its result to apply new jobs. However this course made me find out my deep dream.
Now I have the new goal. I want to be a pirot. Don't laugh at me if you don't know me well. I knows that there is a few charges to achievement. I knows that it's quite imagine. But I believes that the more I attemps, the higher the chance I succeeds my goal. Despite a lot of barriers, I still try to do. Someone told me that I'd drive a plane even though I could not drive a car. I told them that I'd be the first pirot who could not drive a car. A woman sometimes should not do anything by herself but let something is man's businesses. HeHeHeHe....
I'd rather give it my best shot than I'm indifferent. Finally, if my goal is not sucess, I will not regret. I don't want to dissappoint in the future that I leaves my dream again. Maybe in the future, I will tell my child, my nieces, my nephews or everyone that how much I feel good when I try to catch my dream.
If you have dream, what the hell are you waiting for??? Let's do it.
PS. If you doubt why I writes my diary in English, only one word can say "กระแดะ" Hahahaha.....
PS1. I juse took the TOEIC test this morning. I set the goal at 700 scores coz I've beted with my friend. I'll lost this gamble surely. I want to a new laptop bag from Dubai. >_<
PS2. A pirot requires over 650 scores. Maybe I must re-test again. -_-"
May 07 เรื่องเล่าจากร้านหนังสือวันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่ฝนตกอีกแล้ว แล้วฉันก็ต้องไปติดแหงกในห้างแห่งหนึ่ง แน่นอน สำหรับคนที่ต้องใช้เวลาอยู่นานๆ มุมที่น่าอยู่ที่สุด ก็คือร้านขายหนังสือ
ฉันมองเห็นหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งคาดว่าไม่น่าจะเป็นหนังสือขายดีแน่นอน วางอยู่ในหลืบ แต่ชื่อหนังสือ มันกระทบใจฉัน มันก็เลยอดไม่ได้ที่ฉันจะหยิบมันมาอ่าน
...เรื่องของผู้หญิง ที่รักเค้าข้างเดียวมาตลอด...
ฉันอ่านแค่คร่าวๆ ไม่ได้อ่านทั้งหมด แต่มีหนึ่งเหตุการณ์ทีผู้เขียนยกขึ้นมา... ฉันอยากเล่าให้ฟัง
เป็นเรื่องราวของผู้หญิงคนนึง ที่แอบรักผู้ชายคนนึงมาโดยตลอด ทั้งๆที่รู้ว่าเค้ามีอีกคนอยู่แล้ว ผู้หญิงคนนั้นก็ยังเฝ้ารอ คอยแอบมอง คอยเป็นห่วงผู้ชายคนนั้นตลอดเวลา จนกระทั่งผู้ชายคนนั้นได้เลิกกับแฟนไป แน่นอน เธอย่อมมีความหวังที่จะเป็นตัวเลือกสำหรับเค้า แต่เธอคิดผิด ผู้ชายคนนั้นยังไม่มีใจให้กับเธออยู่ดี แต่เธอก็ยังพยายาม ด้วยที่คิดว่า ถ้าพยายามให้เค้าเห็นความรักที่เธอมีให้ ถ้าให้เค้ารู้จักเธอมากกว่านี้ เค้าต้องมีใจให้กับเธอแน่นอน วันหนึ่งเธอตามเค้าไปที่ผับแห่งหนึ่ง เค้าก็ยังนั่งคนละมุมกับเธอ รักษาระยะห่างไว้เหมือนเดิม เธอได้แต่ปลอบตัวเองว่า ขอแค่ได้นั่งมองอยู่อย่างนี้ก็ยังดี หลังจากที่ผับปิด เธอกับเค้าก็ออกมาด้วยกัน เหมือนกับโชคช่วยเธอ เธอมีโอกาสได้เดินใกล้เค้าไปเรื่อยๆ จนเหมือนจะได้เดินเคียงข้างเค้าแล้ว แต่สุดท้ายเค้าก็เร่งฝีเท้าจนเธอเริ่มรู้สึกว่าตามไม่ทัน จังหวะทีเดินข้ามถนนนั่นเอง รถก็ได้พุ่งชนเธอเข้าอย่างจัง!!!
ก่อนหลับตาหมดสติ เธอเห็นเค้าวิ่งเข้ามาพยุงร่างเธอไว้ ด้วยอาการที่ตกใจสุดขีด เธอหลับไปด้วยความยินดี
เธอสลบไปหลายวัน มาฟื้นอีกทีที่โรงพยาบาล โดยที่มีเค้าเฝ้าไข้อยู่ พอเธอได้สติ เค้าก็ถามเธอว่าทำไมทำอย่างนั้น ทำไมถึงไม่ระวังตัวเอง ทำไมถึงตามเค้าโดยที่ไม่ดูสิ่งรอบข้างเลย เธอตอบไปว่า "เพราะฉันรักคุณ" และคำตอบของผู้ชายคนนั้นก็เสียดแทงใจเธออย่างมาก เค้าตอบไปว่า "ผมขอโทษ แต่ผมไม่ได้คิดแบบนั้นจริงๆ ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ผมก็รักคุณไม่ได้"
จากนั้นฉันก็ไม่ได้อ่านต่อ...
คิดยังไงกับเรื่องนี้หล่ะ...ใครผิด ใครถูก
ผู้หญิงผิดเพราะไปรักคนที่เค้าไม่มีวันจะมารักตัวเอง ผู้ชายผิดเพราะรักผู้หญิงคนนี้ไม่ได้
มันไม่มีใครผิดใครถูกหรอก เรื่องของความรัก มันมีแต่ใครที่จะต้องเป็นฝ่ายเจ็บปวดเท่านั้นเอง เรื่องของรักข้างเดียวมันไม่ได้ดูสวยงามเหมือนเพลงที่แต่งขึ้น ไม่ได้จบแบบมีความสุขเหมือนในนิยาย แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังจะเลือกที่จะรักใครซักคนข้างเดียวอยู่ ท้งๆที่รู้ว่าตัวเองจะต้องเจ็บปวดขนาดไหน โดยที่หาเหตุผลหลอกตัวเองไปวันๆ ว่าซักวันเค้าจะต้องหันมามองบ้าง ขอแค่มีความหวัง ขอแค่ได้หวังบ้าง ยามใดที่เค้ายิ้มให้ ก็มีความสุข ขอให้มีความสุขเล็กๆแบบนี้ก็พอ โดยที่ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะต้องจมอยู่กับความเหงา ความเศร้าอีกนานเท่าไหร่ ปิดตายตัวเอง ไม่มองสิ่งรอบข้าง เห็นแต่เค้าอย่างเดียว
นี่แหล่ะ...โชคชะตาของคนที่มีรักข้างเดียว May 01 ว่างเปล่า...ว่างเปล่า...
...ชีวิตนี้ช่าง...ว่างเปล่า...
...ทำอะไรไปมากมาย...สุดท้าย...ก็ว่างเปล่า...
...ขวยขวาย...อยากหลุดพ้น...
สุดท้ายก็...ว่างเปล่า
โลกนี้ช่างไม่มีอะไรเลย
รสชาดอาหารก็เป็นสิ่งที่สมองปรุงแต่ง
กินเข้าไป..สุดท้ายก็...ว่างเปล่า
ข้าวของเครื่องใช้ที่แสนแพง
ซื้อมาได้แล้ว...สุดท้ายก็...ว่างเปล่า
หน้าที่การงานที่แสนจะน่าภูมิใจ
สุดท้ายก็...ว่างเปล่า
แต่งตัวให้ดูดี ให้คนอื่นๆมอง
สุดท้ายก็...ว่างเปล่า
สิ่งที่เราชอบ อยากได้ อยากทำ อยากฟัง อยากเห็น อยากเที่ยว
สุดท้ายก็...ว่างเปล่า
คนที่คิดว่ารักเรา คนที่คิดว่าห่วงเรา คนที่คิดว่าเค้ามีความรู้สึกดีๆให้เรา
สุดท้ายก็...ว่างเปล่า
คนที่เราอยากจะรัก อยากจะผูกพัน อยากจะมีความรู้สึกดีๆให้
สุดท้ายก็...ว่างเปล่า
ความรู้สึกมากมายที่บรรยายไม่ได้ว่าคืออะไร
สุดท้ายก็...ว่างเปล่า ความสุขเหลือล้นที่ได้รับ
สุดท้ายก็...ว่างเปล่า
ความทุกข์เจียนตายที่ได้พบ
สุดท้ายก็...ว่างเปล่า
เราไขว้คว้าแต่...ความว่างเปล่า
พยายามดิ้นร้นกระเสือกกระสนเพื่อหา...ความว่างเปล่า
พยายามหลุดพ้น ดีดตัวเองออกมาจาก...ความว่างเปล่า
รอบตัวเรามีแต่...ความว่างเปล่า
โลกนี้มันมีแต่...ความว่างเปล่า
เราเกิดมาพร้อมกับความว่างเปล่า...และคงจากไปพร้อมกับความว่างเปล่า
แม้บทความนี้
สุดท้ายก็...ว่างเปล่า
...ว่างเปล่า...ว่างเปล่า...ว่างเปล่า..
April 30 ...ตาสว่าง : Modern Dog
ท้องฟ้าแสนจะกว้างใหญ่ หนทางนั้นยังยาวไกล แล้วเธอนั้นก็เดินจากไป
เหลือเพียงเราที่ต้องห่าง วันเวลาที่แสนเลือนลาง กลับคืนมาเงียบเหงาอ้างว้างอย่างเคย
...สุดท้าย...เรื่องราว...ว่างเปล่า...ในใจ...
...ต้องเจอ...ต้องเป็น...แล้วจะเห็น...ใช่ไหม...
ท้องฟ้ายังอยู่ห่างไกล แล้วตัวเธอก็จากไป สายตาพลันสว่างขึ้นมา
ฝนโปรยปรายก็ผ่านไป เห็นความจริงที่ผ่านมา ย้ำเตือนให้ฉันจำเอาไว้...ทุกเวลา
ถึงเวลาที่ฉันนั้นควรสงบ ใช้ปํญญาทบทวน ที่ผ่านมา ให้เข้าใจ
March 29 ความในใจฉันไม่รู้ว่าจะเริ่มมันยังไง ก็เหมือนกับสถานการณ์เราตอนนี้ไง ที่ฉันไม่รู้จะเริ่มยังไงดี
อยู่ๆ เราก็กลับมาเจอกันอีกครั้ง ด้วยความบังเอิญอย่างไม่น่าเชื่อ แล้วมันก็ตลกดีน่ะ ที่เอาเข้าจริงๆ สุดท้ายแล้ว สำหรับที่นี่ ฉันมีเพียงเธอคนเดียวจริงๆ
ครั้งแรกที่ฉันเจอเธอที่นี่ ถึงตอนนั้น ฉันจะแปลกใจและไม่อยากจะเชื่อว่าเราจะเจอกันอีก แต่ฉันก็อดดีใจลึกๆไม่ได้ แต่สุดท้ายแล้ว การได้มาเจอเธออีกครั้ง มันยิ่งตอกย้ำความเหงาของฉันให้มันชัดเจนมากขึ้นไปอีก
บางครั้งฉันเองก็คิดว่า ฉังคงเพียงแค่เหงา และต้องการใครซักคนมาเป็นเพื่อน เพราะฉันเหนื่อยใจจริงๆน่ะ เวลาอยู่คนเดียวนานๆ ฉันไม่อยากกินข้าวคนเดียว เดินห้างคนเดียว
บางที อาจเป็นเพราะว่าฉันป่วยอยู่รึป่าว มันเลยทำให้ฉันอ่อนแอลง
ฉันก็ต้องการแค่ใครซักคน ที่ฉันไว้ใจ
แต่กับเธอ มันยากสำหรับฉัน ฉันไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง เรื่องราวระหว่างเรามันมากเกินไป จนบางทีฉันเองก็ไม่รู้จะทำยังไงดี จนบางครั้ง ฉํนนึกอยากให้เธอเป็นคนอื่น บางทีถ้าเธอเป็นคนอื่น ฉันอาจจะไม่ต้องเหงาอย่างนี้ ฉันอาจจะรู้สึกสบายใจกว่านี้เวลานึกอยากชวนเธอไปกินข้าว หรือขอเธอพาฉันไปหาหมอเวลาที่ฉันป่วย อย่างน้อยตอนที่ฉันดูหนังผีคนเดียว ฉันก็อาจขอไปดูกับเธอ ในวันหยุดฉันคงได้มีใครซักคนไปเที่ยวกับฉัน ทำให้วันหยุดของฉันไม่สุญเปล่าไปกับการนอนกลิ้งไปมาบนเตียง มันยิ่งทำให้ฉันน้อยใจมากขึ้นไปอีก ว่าทำไมต้องเป็นฉันที่ต้องถูกปล่อยทิ้งไว้ให้อยู่คนเดียวทุกที
เวลาที่ฉันป่วย ตอนที่ฉันลุกไปหาหมอไม่ไหว มันยิ่งทำให้ฉันคิดว่า หากเพียงแค่เธอเป็นคนอื่น ฉันคงให้เธอพาฉันไปหาหมอ ขอให้เธอซื้อข้าวมาให้กิน ขอให้เธอเช็ดตัวให้ตอนไข้ขึ้นสูง ขอให้เธออยู่เป็นเพื่อน ตอนที่ฉันอ่อนแอขนาดนั้น แต่เพราะว่าเป็นเธอ ฉันเลยต้องนอนป่วยทรมานอยู่คนเดียว มันเจ็บปวดทรมานมาก จนฉันกลั้นน้ำตาไม่อยู่
เธอมักจะว่าฉันเสมอว่าฉันเรียกร้องมากเกินไป ทั้งๆที่เธอไม่เคยไม่เรียกร้องอะไรจากฉันเลย ก็อาจจะจริง เพราะฉันเพียงต้องการใครซักคนที่มาอยู่กับฉัน ในยามที่ฉันไม่มีใครเลย อยู่ในโลกของคนที่ฉันไว้ใจไม่ได้ซักคน ซึ่งเธออาจจะนึกภาพไม่ค่อยออก เพราะเธอมีคนที่พร้อมจะเคียงข้างเธออยู่แล้ว ฉันอาจจะเป็นแค่คนที่เหมือนกับเด็กขาดความอบอุ่นคนหนึ่ง ที่อยากจะเรียกร้องความรัก และความสนใจจากคนรอบข้าง เพราะมันเป็นสิ่งที่ฉันขาดมาตลอดชีวิต
บางที ฉันก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่า การที่ได้รู้ว่ามีใครซักคนอยู่ข้างๆฉัน และจะไม่ทิ้งฉันต่อสู้กับโลกอันโหดร้ายตามลำพัง ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดสวยหรู คำปลอบใจดีๆ การกระทำใดๆ หรือแม้แต่ความรัก แค่ให้รู้ว่าอยู่ข้างๆ กันก็พอ
รู้อะไรไม๊ ที่นี่ถึงแม้จะมีทุกอย่าง เหมือนจะเป็นเมืองที่ไม่เงียบเหงา แต่สำหรับฉัน ที่นี่มันมีแต่ความว่างเปล่า สนุกกันก็แต่ผิวเผิน ไม่มีใครซักคนที่ฉันจะวางใจหรือคุยอะไรได้เลย ฉันเหนื่อยเหลือเกินที่อยู่แบบนี้
ฉํนไม่รู้ว่าเธอคิดยังไง กับการที่เราเจอกันอีกครั้ง หรือยังมีความรู้สึกดีๆ ที่เราเคยมีให้กันเหลืออยู่รึป่าว หรือว่าฉันเป็นเพียงแค่คนน่ารำคาญคนนึงที่บังเอิญได้เวียนมาพบเจอกันอีกรอบ แต่ฉันกลัวกับการที่จะชวนเธอหรือแม้กระทั่งจะพูดกับเธอ ทั้งๆ ที่ฉันอยากจะพบเจอและพูดคุยดีๆกับเธอเหมือนเดิม ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าเราสองคนเหมือนแม่เหล็กขั้วเดียวกัน ยิ่งฉันเข้าใกล้เธอมากเท่าไหร่ เธอก็ดูห่างไกลฉันออกไปเรื่อยๆ จนบางครั้ง ฉันก็เริ่มรู้สึกว่า เธอไม่เหมือนคนที่ฉันเคยรู้จัก หรือว่าเพราะเธอลำบากใจที่จะมาอยู่ใกล้ฉัน หรือว่าเพราะกลัวใครบางคนเข้าใจผิด
บางที เราอาจจะเริ่มมีความคิดที่ตรงกันแล้วก็ได้ เราต่างคนอาจกำลังคิดว่าถ้าอีกฝ่ายเป็นคนอื่น ที่ไม่ใช่เราทั้งสอง อะไรๆ มันคงจะดีกว่านี้ ฉันคงมีความสุขกว่านี้ หากฉันมีเพื่อนซักคน ซึ่งฉันไม่รู้ว่าตอนนี้เธอยังอยากเป็นเพื่อนฉันเหมือนกับที่เธออยากเป็นเพื่อนฉันรึป่าว บางทีสำหรับเธอ ฉันอาจจะไม่มีตัวตนไปนานแล้ว การจะมาหรือจะไปของฉัน สำหรับเธอแล้ว มันคงไม่มีความหมายอะไร
ตอนนี้ฉันไม่รู้ว่าฉันควรเสียใจ หรือดีใจดี กับการที่เราได้พบกันอีกครั้ง
March 22 ละเหี่ยใจblog นี้เป็นขยะอารมณ์ ถ้าหลงเข้ามาแล้วไม่อยากรับขยะอารมณ์ทั้งหมด ก็ข้ามไปได้เลย
เจ้าของ Blog กำลังเซ็งสุดขีด
ขอย้ำอีกครั้ง ตามปกติทั่วไปจะไม่เป็นเยี่ยงนี้ นี่คือกรณีฉุกเฉินก่อนที่กูจะวีนแตกก
เคยเจอมั่งป่ะ กลุ่มชะนีกะอีเห็ด ที่คอยจิกกัดชาวบ้านไม่เว้นแต่ละวัน
คอยนินทาเห็นชาวบ้าน เห็นคนอื่นดีกว่าไม่ได้ ใช้เส้นสายโดยเอาเต้าไต่กันเข้าไป
ก็ใช่ซิ ก็แค่ฉันไม่ได้อยากจะเห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นหมูตอนขาวอวบเป็นคีนูรีฟหรอกน่ะ ฉันยังไม่อยากได้เอามาทับกล้วยปิ้งขาย แล้วยังไง แค่ฉันไม่เห็นผิดเป็นชอบ ไม่เคยคิดที่จะสนใจเวลาฉันจะเสนองาน พูดอะไรไปก็เหมือนกะเป่าสาก ไม่กระดิก ต้องให้คนอื่นมาพูดถึงจะได้เรื่อง แล้วก็แล้วไง แค่ฉันพยายามหลบงูให้พ้น ฉันต้องโดนจิกกัดแบบนี้อ่ะเหรอ
นี่มันเป็นความผืดฉันหรือไง แค่ฉันไม่ยอมรับว่าผู้ชายแบบนี้มันเปอร์เฟกต์ ก็แล้วไง แค่รวย ตำแหน่งใหญ่โต มันต้องทำให้ฉันยอมด้วยเหรอ นึกว่าฉันจะหาของพวกนี้ได้ด้วยตัวเองไม่ได้เหรอไง แล้วไง แค่ฉันพยายามหลบงู ก็คิดว่าฉันใช้มารยากับผู้ชายของหล่อนรึไง ฉันไม่ได้หลงผิดหน้ามืดตามัวขนาดนั้นหรอกน่ะ
แล้วแค่ผู้ชายเข้ามาติดต่องานฉันบ่อยเนี่ยะ มันทำให้พวกหล่อนต้องเจ๋อมาทุกครั้ง พยายาม discredit ฉัน มันเพื่ออะไรกัน จะบอกอะไรให้อย่างน่ะ ฉันทำเป็นแต่งาน ไต่เต้าด้วยความสามารถตัวเองอ่ะเป็น แต่ไม่ใช่เหมือนพวกหล่อนที่ต้องเอาเต้าไต่กัน
แล้วไง การที่ฉันจะมนุษสัมพันธ์ดี เพราะว่าฉันมาใหม่ ต้องเหมือนกับว่าฉันอ่อยทุกคนรึไง ฉันไม่เหมือนพวกหล่อนน่ะ ที่คลำมีหาง กูได้หมด ผู้ชายมา XXX ซักที กระดี้กระด้าเป็นไส้เดือนโดนขี้เถ้า
แล้วไง การที่ฉันใส่เสื้อผ้าถูกๆ ไม่มี brand name เหมือนพวกหล่อนมันดูแย่รึไง ฉันก็ไม่เห็นว่ากางเกงตัว 2500 ที่พวกหล่อนซื้อมาจะแต่งต่างจากตัว 250 ของฉันตรงไหน ก็แล้วไง ไม่มีใครเรียก start เงินเดือนสูงเท่าฉัน แล้วฉันก็ได้ด้วย แล้วฉันถามหน่อย คิดว่าไอ้เสื้อผ้าดีๆ ที่เอามาอวดกันเสียงดังคับออฟฟิศให้คนอื่นเค้ารำคาญเล่นเนี่ยะ มันทำให้พวกหล่อนดูดีขึ้นหรือไง ในเมื่อพวกหล่อนยังปากหอยปากปู กระแหนะกระแหนชาวบ้านอยู่แบบนี้ ถ้าไม่ถามอีตาหมูตอนหลงตัวเองจัดๆ ตัวนั้น อย่างน้อยฉันก็มั่นใจว่า ฉัน rating ดีกว่าพวกหล่อนแหล่ะ
เฮ้ออ เบื่ออออ
เบื่อสังคมขี้นินทา
เบื่อคนที่เห็นคนอื่นดีกว่าไม่ได้
เบื่อคนชอบกระแหนะกระแหน
เบื่อระบบการทำงานที่เป็นการเมืองขนาดนี้
เบื่อพวกใช้เต่าไต่
เบื่อๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เซ็งจังโว้ยยยย เมื่อไหร่ไอ่คนพันธ์นี้มันจะตายไปจากชีวิตกูซักที
กูเคยไปตีหัวพ่อแม่มันรึไง เลิกยุ่งกะกูทีเห๊อะ
|
|
|